ฟังธรรมะธรรมะเบาใจ ก่อนหลับ ก่อนตื่น

ฟังธรรมะก่อนนอน "ปล่อยวางคนในบ้านที่ทำร้ายใจเรา" อยู่ร่วมบ้านโดยใจไม่พัง

คืนนี้…ถ้ามีคำจากคนในบ้าน ที่ยังทิ่มค้างอยู่ในใจเราจนนอนไม่หลับ อยากให้รู้ไว้ก่อนว่า เพื่อนที่นั่งเจ็บอยู่คนเดียวในความมืด ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียว คำจากแม่ที่พูดกับเราแรงๆ คำจากพ่อที่ไม่เคยเห็นค่าเรา คำจากสามีที่ทิ่มแทงเวลาหัวเสีย คำจากลูกที่โตแล้วพูดไม่เกรงใจ — คนที่เรารัก คนที่เร

ความยาว: 56 นาที

เปิดเรื่อง (พูดแทนใจ)

คืนนี้… ถ้าคุณกำลังนอนอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง

บ้านที่ควรจะเป็นที่ที่อบอุ่นที่สุด

แต่กลับเป็นที่ที่ทำให้ใจของเราเจ็บที่สุด

อย่าเพิ่งปิดคลิปนี้ไปนะ

เพราะคืนนี้ เราจะอยู่ตรงนี้ด้วยกัน

มีคนจำนวนมากบนโลกนี้ ที่พอเดินออกจากบ้าน ก็ยิ้มได้ พูดคุยกับคนอื่นได้ ทำงานได้ตามปกติ

แต่พอกลับเข้าบ้าน กลับต้องนั่งเงียบๆ อยู่ในห้องของตัวเอง

เพราะคำพูดของคนในบ้าน มันเพิ่งทิ่มลงไปในใจอีกครั้งหนึ่ง

บางคน… เป็นคำพูดของพ่อกับแม่ ที่ชอบเปรียบเทียบเรากับลูกคนอื่น เปรียบเทียบเรากับลูกบ้านข้างๆ จนเรารู้สึกว่า ไม่ว่าจะทำดีแค่ไหน ก็ไม่เคยดีพอในสายตาของท่านเลย

บางคน… เป็นคำพูดของพี่น้องท้องเดียวกัน ที่พูดจาเสียดสี พูดจากระทบกระเทียบ ทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรผิด

บางคน… เป็นคำพูดของคนที่เรารัก คนที่นอนอยู่ข้างๆ เรานี่แหละ ที่พูดออกมาด้วยอารมณ์ แล้วทิ้งรอยแผลไว้ในใจเราครั้งแล้วครั้งเล่า

และสิ่งที่เจ็บที่สุด… ไม่ใช่แค่คำพูดในวันนี้

แต่เป็นการที่รู้ว่า พรุ่งนี้เช้า เราก็ยังต้องตื่นมาเจอเขาคนเดิมอีก

เราหนีไปไหนไม่ได้ เพราะนี่คือบ้านของเรา

เราตัดเขาออกจากชีวิตไม่ได้ เพราะเขาคือครอบครัวของเรา

มันเหมือนกับการที่เรามีแผลอยู่ตรงหน้าอก แล้วต้องอยู่กับคนที่เผลอไปแตะแผลนั้นทุกวัน โดยที่เราเดินหนีไปไหนไม่ได้เลย

คืนนี้ ถ้าใจของคุณกำลังหนักอยู่แบบนี้

อยากให้คุณลองวางเรื่องทั้งหมดลงสักครู่หนึ่งก่อน

แล้วลองหายใจเข้าช้าๆ… หายใจออกช้าๆ

เราจะค่อยๆ หาทางออกให้กับใจดวงนี้ไปด้วยกัน

ไม่ใช่ทางออกที่จะไปเปลี่ยนเขา

ไม่ใช่ทางออกที่จะสอนให้เราหนีออกจากบ้าน หรือตัดเขาทิ้ง

แต่เป็นทางที่จะทำให้เรา อยู่บ้านหลังเดิม อยู่กับคนคนเดิม ได้โดยที่ใจของเราไม่พังไปมากกว่านี้

เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ มีทางออกสำหรับเรื่องนี้อยู่จริงๆ

และมันเป็นทางที่ทำได้ ทำได้จริง แม้เราจะยังต้องอยู่ในสถานการณ์เดิมก็ตาม

ยอมรับความจริงของใจก่อน

ก่อนที่เราจะไปไกลกว่านี้ อยากให้เรายอมรับความจริงอย่างหนึ่งด้วยกันก่อน

ความจริงที่ว่า… การเจ็บใจกับคนในบ้าน มันเจ็บกว่าการเจ็บใจกับคนนอกมากนัก

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

เพราะกับคนนอก คนที่ทำงาน คนแปลกหน้า ถ้าเขาพูดไม่ดีกับเรา เรายังพอปลอบใจตัวเองได้ว่า เขาไม่รู้จักเราหรอก เดี๋ยวก็เลิกเจอกันแล้ว

แต่กับคนในบ้าน… เขาคือคนที่ควรจะรักเรามากที่สุด

เขาคือคนที่เราคาดหวังว่า อย่างน้อยที่สุด เขาน่าจะเข้าใจเรา

พอคนที่เราคาดหวังมากที่สุด กลับเป็นคนที่ทำให้เราเจ็บ ความเจ็บนั้นมันจึงลึกเป็นพิเศษ

และหลายคนพอเจ็บบ่อยๆ เข้า ก็เริ่มโทษตัวเอง

เริ่มคิดว่า… หรือเราจะเป็นคนไม่ดีเอง

หรือเราจะเป็นลูกที่เลว ที่ทำไมถึงรู้สึกโกรธพ่อแม่ตัวเองได้

หรือเราจะเป็นคนใจแคบ ที่ทำไมถึงให้อภัยคนในบ้านไม่ได้สักที

คืนนี้ อยากบอกกับคุณเบาๆ ว่า

การที่เรารู้สึกเจ็บ ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนไม่ดี

การที่เรารู้สึกโกรธ ไม่ได้แปลว่าเราเป็นลูกที่เลว

ความรู้สึกเหล่านี้ มันเป็นธรรมดาของคนที่ยังมีหัวใจ

พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยสอนให้เราเป็นคนที่ไม่มีความรู้สึกเลย

ท่านไม่ได้สอนให้เราแกล้งทำเป็นว่าไม่เจ็บ

แต่ท่านสอนวิธีที่จะทำให้ ความเจ็บนั้น ไม่ลุกลามไปเผาใจของเราจนไหม้หมดทั้งดวง

ลองคิดดูนะ

ความเจ็บที่เกิดขึ้น มันเหมือนกับประกายไฟที่ปลิวมาโดนตัวเรา

ถ้าเรารู้ทัน เราปัดมันออกได้ ประกายไฟนั้นก็ดับไป ไม่เหลืออะไร

แต่ถ้าเราเก็บมันไว้ เอามันมาคิดวนไปวนมา คิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ว่าทำไมเขาถึงพูดกับเราแบบนั้น ทำไมเขาถึงทำกับเราได้

ประกายไฟเล็กๆ นั้น มันจะค่อยๆ ลามกลายเป็นกองไฟใหญ่ ที่เผาใจของเราให้ร้อนรุ่มไปทั้งคืน

คนที่จุดประกายไฟ อาจจะหลับไปนานแล้วก็ได้

แต่คนที่ยังนอนตาสว่าง เพราะไฟในใจกำลังลุกโชน กลับเป็นเราเอง

คืนนี้ เราจะมาเรียนรู้วิธีปัดประกายไฟนั้นออกจากใจ ก่อนที่มันจะลามไปมากกว่านี้กัน

ของที่เขาไม่รับ ก็ยังเป็นของเขา

มีเรื่องหนึ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเคยสอนไว้

เป็นเรื่องที่ตรงกับสถานการณ์ของเราที่สุด

วันหนึ่ง มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาพระพุทธเจ้า

ชายคนนี้กำลังโกรธมาก เพราะมีคนในครอบครัวของเขาไปนับถือพระพุทธเจ้า เขาไม่พอใจ

เขาจึงเดินเข้ามา แล้วก็ด่าพระพุทธเจ้า ด่าด้วยถ้อยคำที่หยาบคายที่สุดเท่าที่เขาจะนึกออก

ด่าอย่างรุนแรง ด่าอย่างไม่ไว้หน้า

ลองนึกภาพดูนะ มีคนเดินมาด่าเราถึงหน้า ด้วยคำพูดที่แย่ที่สุด

คนธรรมดาอย่างเราจะทำยังไง

เราก็คงจะโกรธตอบ ด่ากลับ หรือไม่ก็เก็บเอาไปคิดจนนอนไม่หลับ ใช่ไหม

แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ทำแบบนั้นเลย

ท่านนั่งฟังอย่างสงบ จนชายคนนั้นด่าเสร็จ

แล้วท่านก็ถามชายคนนั้นกลับไปด้วยคำถามง่ายๆ

ท่านถามว่า… "ท่านมีญาติมิตรที่มาเยี่ยมบ้านท่านบ้างไหม"

ชายคนนั้นตอบว่า มี

พระพุทธเจ้าถามต่อว่า… "เวลาญาติมาเยี่ยม ท่านก็จัดของกินของใช้ต้อนรับเขาใช่ไหม"

ชายคนนั้นตอบว่า ใช่

พระพุทธเจ้าจึงถามคำถามสำคัญ

ท่านถามว่า… "แล้วถ้าญาติของท่านไม่รับของที่ท่านจัดให้ล่ะ ของเหล่านั้นจะเป็นของใคร"

ชายคนนั้นคิดสักครู่ แล้วก็ตอบว่า… "ถ้าเขาไม่รับ ของนั้นมันก็ต้องกลับมาเป็นของข้าพเจ้าเองสิ"

พอชายคนนั้นตอบออกมาเอง พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า

"ก็เหมือนกันนั่นแหละ วันนี้ท่านนำถ้อยคำด่าทอมาให้เรา แต่เราไม่รับมัน"

"เมื่อเราไม่รับ ถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมด ก็ยังเป็นของท่านอยู่ดี"

ลองฟังประโยคนี้อีกครั้งนะ

"ของที่เราไม่รับ ก็ยังเป็นของผู้ให้อยู่เหมือนเดิม"

นี่คือกุญแจดอกสำคัญที่สุดของเรื่องทั้งหมดในคืนนี้เลย

เวลาที่คนในบ้านพูดคำร้ายๆ ใส่เรา

จริงๆ แล้ว มันเหมือนกับเขากำลังยื่นของขวัญกล่องหนึ่งมาให้เรา

แต่เป็นของขวัญที่ข้างในบรรจุคำพูดที่ทำร้ายจิตใจ

เรามีสิทธิ์เต็มที่ ที่จะเลือกว่า… เราจะรับกล่องนั้นไหม

ถ้าเรารับมันมา เปิดมันออก แล้วเก็บทุกคำเข้ามาไว้ในใจ

คำพูดร้ายๆ เหล่านั้น ก็จะกลายเป็นของเรา เป็นภาระของเราที่ต้องแบกไว้

แต่ถ้าเราไม่รับ ถ้าเราวางมันลง

คำพูดเหล่านั้น ก็ยังคงเป็นของเขาอยู่เหมือนเดิม

มันเป็นอารมณ์ของเขา เป็นความทุกข์ในใจของเขา ที่เขาระบายออกมา

เราไม่จำเป็นต้องหยิบความทุกข์ของเขา มาทำให้เป็นความทุกข์ของเราด้วย

ตรงนี้สำคัญมาก อยากให้เข้าใจให้ตรงกันก่อน

การไม่รับคำพูดร้ายๆ เข้ามาในใจ

ไม่ได้แปลว่าเราต้องเกลียดเขา

ไม่ได้แปลว่าเราต้องหนีจากเขา

ไม่ได้แปลว่าเราต้องเลิกรักเขา

พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้หนีจากชายที่มาด่า ท่านยังนั่งอยู่ตรงนั้น ท่านยังพูดกับเขาดีๆ ด้วยซ้ำ

สิ่งที่ท่านทำ คือท่านแค่ไม่หยิบคำด่านั้น เข้ามาไว้ในใจของท่านเท่านั้นเอง

ใจของท่านยังสงบเหมือนเดิม ยังเมตตาต่อคนคนนั้นเหมือนเดิม

เราก็ทำแบบนั้นได้เหมือนกัน

พรุ่งนี้ ถ้าคนในบ้านพูดคำที่ทำร้ายใจเราอีก

ลองระลึกถึงเรื่องนี้ดูนะ

ลองบอกกับตัวเองเบาๆ ในใจว่า… "อันนี้เป็นของเขา เราไม่ขอรับ"

คำพูดนั้นยังออกมาจากปากเขาอยู่ เราห้ามปากเขาไม่ได้

แต่เราเลือกได้ว่า จะเปิดประตูใจให้มันเข้ามา หรือจะปล่อยให้มันผ่านเลยไป

ลองนึกภาพว่า ใจของเราเป็นเหมือนบ้านหลังหนึ่ง

คำพูดร้ายๆ เป็นเหมือนคนแปลกหน้าที่มาเคาะประตู

เรามีสิทธิ์ที่จะไม่เปิดประตูให้เขาเข้ามานั่งในบ้าน

เราไม่ได้หยาบคายกับเขา เราไม่ได้ไล่เขา เราแค่ไม่เชิญเขาเข้ามาอยู่ในใจเราเท่านั้นเอง

ทีนี้ หลายคนอาจจะถามว่า พูดน่ะมันฟังดูดี แต่เวลาโดนเข้าจริงๆ เราจะทำยังไง

เพราะเวลาคำพูดร้ายมันพุ่งเข้ามา มันเร็วมาก เรายังไม่ทันตั้งตัว มันก็เข้าไปนั่งอยู่ในใจเราซะแล้ว

ตรงนี้ต้องอาศัยการฝึก ฝึกทีละนิด

ขั้นแรกเลย คือแค่ "รู้ตัว"

เวลาที่เขาพูดคำที่ทำให้เราเจ็บ แล้วเรารู้สึกว่าใจเรามันเริ่มร้อนขึ้น เริ่มมีอะไรพลุ่งขึ้นมา

แค่เรารู้ทันว่า "อ๋อ ตอนนี้ใจเรากำลังจะรับของชิ้นนี้เข้ามาแล้วนะ"

แค่รู้ทันเท่านี้ ก็เปลี่ยนทุกอย่างแล้ว

เพราะพอเรารู้ทัน เราก็มีช่องว่างเล็กๆ ให้เลือก

ช่องว่างเล็กๆ ระหว่าง สิ่งที่เขาทำ กับ สิ่งที่เราจะตอบสนอง

คนที่ยังไม่ได้ฝึก จะไม่มีช่องว่างนี้เลย เขาพูด เราเดือดทันที เหมือนกดปุ่มแล้วเครื่องทำงานเลย

แต่คนที่ฝึกแล้ว จะมีช่องว่างนี้ ช่องว่างที่ทำให้เราหยุดคิดได้สักนิดว่า เราจะรับมันไหม

หายใจเข้าลึกๆ สักหนึ่งครั้งในช่วงนั้น แล้วบอกกับตัวเองเบาๆ

"นี่เป็นอารมณ์ของเขา ไม่ใช่ของเรา เราไม่ต้องรับ"

ตอนแรกๆ เราอาจจะทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

บางวันก็เผลอรับมาเต็มๆ อีก นั่นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องโทษตัวเอง

แต่ยิ่งฝึก ช่องว่างนั้นก็จะยิ่งกว้างขึ้น ยิ่งฝึก ใจเราก็ยิ่งเลือกได้ง่ายขึ้น

จนวันหนึ่ง เขาจะพูดอะไรมา เราก็ฟังของเราเฉยๆ ได้ โดยที่ใจไม่กระเพื่อมตามไปมากเหมือนเมื่อก่อน

ไม่ใช่เพราะเราไม่รักเขา แต่เพราะเรารู้แล้วว่า คำพูดในยามที่เขามีอารมณ์ มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเขา และมันไม่จำเป็นต้องกลายเป็นความจริงในใจเรา

ใจเย็นจริงหรือเปล่า พิสูจน์กันตอนถูกกระทบ

ทีนี้ หลายคนอาจจะคิดในใจว่า

"พูดน่ะมันง่าย แต่ทำจริงมันยากนะ"

"ฉันก็อยากใจเย็นนะ แต่พอเจอเข้าจริงๆ มันทนไม่ไหวหรอก"

ความคิดนี้ถูกต้องเลย และพระพุทธเจ้าท่านก็เข้าใจเรื่องนี้ดี

ท่านเคยเล่าเรื่องหนึ่งไว้ เป็นเรื่องที่ตรงกับใจของเรามากๆ

ในสมัยพุทธกาล มีหญิงแม่บ้านคนหนึ่ง เป็นคนมีฐานะ มีชื่อเสียงว่าเป็นคนใจเย็นมาก

ใครๆ ในเมืองก็พากันชื่นชมว่า นางเป็นคนสุภาพ อ่อนโยน ไม่เคยโกรธใครเลย

ทีนี้ ในบ้านของนาง มีสาวใช้อยู่คนหนึ่ง เป็นนางทาสีชื่อกาฬี

นางทาสีคนนี้ฉลาด นางสังเกตเห็นว่า เจ้านายของนางได้รับคำชมว่าใจเย็นตลอดเวลา

นางทาสีจึงเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า… เจ้านายของเราใจเย็นจริงๆ หรือว่า แค่ยังไม่มีอะไรมากระทบใจนางเท่านั้นเอง

นางทาสีจึงคิดจะลองทดสอบดู

วันหนึ่ง นางทาสีตั้งใจตื่นสาย ไม่ยอมลุกขึ้นมาทำงานแต่เช้าเหมือนเคย

พอเจ้านายเห็นว่าสาวใช้ตื่นสาย ก็เริ่มไม่พอใจ ถามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีอารมณ์ ว่าทำไมถึงตื่นสาย

แต่ก็ยังพอข่มใจไว้ได้

วันต่อมา นางทาสีก็ตื่นสายกว่าเดิมอีก

คราวนี้เจ้านายเริ่มโมโหมากขึ้น ต่อว่าด้วยถ้อยคำที่แรงขึ้น

พอถึงวันที่สาม นางทาสีตื่นสายที่สุด

คราวนี้เจ้านายที่ได้ชื่อว่าใจเย็นที่สุดในเมือง ก็ระเบิดอารมณ์ออกมา

นางโกรธจนคว้าของที่อยู่ใกล้มือ ปาใส่หัวของสาวใช้จนเลือดออก

ชื่อเสียงเรื่องความใจเย็น ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต พังทลายลงในวันเดียว

พระพุทธเจ้าท่านเล่าเรื่องนี้ เพื่อจะสอนอะไรเรา

ท่านสอนว่า… คนเราจะรู้ว่าตัวเองใจเย็นจริงหรือเปล่า

ไม่ใช่ตอนที่ทุกอย่างมันราบรื่นดี ไม่มีใครมากวนใจ

เพราะตอนนั้นน่ะ ใครๆ ก็ใจเย็นได้ทั้งนั้น

แต่จะรู้จริงๆ ก็ต่อเมื่อ… มีคนมาพูดในสิ่งที่เราไม่อยากได้ยิน

มีคนมาทำในสิ่งที่ขัดใจเรา

ตอนนั้นแหละ ใจของเราจะเผยตัวจริงออกมา

ฟังดูเผินๆ อาจจะเหมือนเรื่องนี้กำลังตำหนิเรา ว่าเรายังใจไม่เย็นพอ

แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย

เรื่องนี้กำลังบอกความจริงที่ปลอบใจเราอย่างหนึ่ง

มันบอกว่า… คนในบ้านที่ทำให้เราหงุดหงิด ทำให้เราโกรธอยู่ทุกวันนี้

จริงๆ แล้ว เขากำลังเป็นเหมือน "ครู" ที่มาสอนใจเราอยู่นะ

เขากำลังเป็นข้อสอบให้เรา

เพราะถ้าไม่มีเขา เราก็ไม่มีวันรู้เลยว่า ใจของเรามันยังอ่อนตรงไหน มันยังต้องฝึกตรงไหน

ทุกครั้งที่เขาพูดคำที่ทำให้เราขัดใจ

นั่นคือโอกาสที่เราจะได้ฝึกใจของเราให้แข็งแรงขึ้น

เหมือนกับคนที่อยากมีกล้ามเนื้อแข็งแรง ก็ต้องยกของหนัก

ถ้าไม่มีของหนักให้ยก กล้ามเนื้อมันก็ไม่มีวันโตขึ้น

น้ำหนักที่เรายก มันหนัก มันเมื่อย มันทรมานในตอนนั้น

แต่มันคือสิ่งที่ทำให้เราแข็งแรงขึ้นในวันข้างหน้า

คนในบ้านที่ทำให้เราขัดใจ ก็เหมือนน้ำหนักที่เราต้องยกทุกวันนั่นแหละ

ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ดูนะ

แทนที่จะคิดว่า "ทำไมฉันต้องมาเจอคนแบบนี้ด้วย"

ลองคิดใหม่ว่า "นี่คือบทเรียนที่กำลังฝึกให้ใจฉันนิ่งขึ้น"

พอคิดแบบนี้ได้ ความรู้สึกในใจมันจะเปลี่ยนไปเลย

จากที่เคยเป็นเหยื่อ ที่ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว

เรากลายเป็นคนที่กำลังฝึกฝนตัวเองอยู่ทุกวัน

และคนที่ฝึกฝน คือคนที่กำลังเติบโต ไม่ใช่คนที่กำลังพ่ายแพ้

ลองนึกถึงชีวิตประจำวันของเราดูนะ

สมมติว่า ทุกเช้าที่เราตื่นมา เราต้องเจอแม่ที่ชอบบ่น ชอบพูดว่าเราทำอะไรก็ไม่ดีสักอย่าง

เมื่อก่อน พอได้ยินคำบ่นแต่เช้า อารมณ์เราก็เสียไปทั้งวันแล้ว

แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองใหม่ ว่านี่คือข้อสอบประจำวันของเรา

เราจะเริ่มมองมันด้วยสายตาที่ต่างออกไป

วันไหนที่แม่บ่น แล้วเราตั้งสติได้ ไม่หงุดหงิดตอบ ยิ้มรับได้

เราก็บอกกับตัวเองในใจว่า วันนี้เราสอบผ่าน วันนี้ใจเราแข็งแรงขึ้นอีกนิดหนึ่งแล้ว

วันไหนที่เราพลาด เผลอหงุดหงิดตอบไป เราก็ไม่ต้องโทษตัวเอง

แค่บอกตัวเองว่า วันนี้ยังทำได้ไม่ดี ไม่เป็นไร พรุ่งนี้มีข้อสอบใหม่ให้เราลองอีก

พอมองแบบนี้ ทุกครั้งที่ถูกกระทบ มันไม่ใช่แค่ความทุกข์ที่ไร้ความหมายอีกต่อไป

แต่มันกลายเป็นบทเรียน กลายเป็นแบบฝึกหัด ที่ค่อยๆ หล่อหลอมให้เราเป็นคนที่ใจนิ่งขึ้น สงบขึ้น เข้มแข็งขึ้น

และวันหนึ่ง เมื่อเรามองย้อนกลับไป

เราจะพบว่า คนที่เคยทำให้เราเจ็บที่สุด

กลับกลายเป็นคนที่สอนบทเรียนสำคัญที่สุดให้กับชีวิตของเราก็ได้

ไม่ใช่ว่าสิ่งที่เขาทำมันถูกต้อง

แต่เราเลือกที่จะเก็บเกี่ยวบทเรียนจากมัน แทนที่จะเก็บเอาแต่ความเจ็บ

ถ้าโกรธตอบ ใครกันแน่ที่เจ็บ

ทีนี้ อาจจะมีคนแย้งในใจว่า

"ถ้าเขาทำไม่ดีกับเรา แล้วเราไม่โต้ตอบ มันจะไม่เหมือนเรายอมแพ้เหรอ"

"เราต้องเอาคืนบ้างสิ เขาถึงจะรู้สึก"

อยากให้เราลองมาดูความจริงข้อหนึ่งด้วยกัน

พระพุทธเจ้าท่านเคยชี้ให้เห็นว่า เวลาที่เราโกรธ แล้วเราโกรธตอบ ระบายอารมณ์ออกไป

จริงๆ แล้ว คนที่เจ็บที่สุด… ไม่ใช่คนที่เราโกรธนะ

แต่เป็นตัวเราเอง

ท่านชี้ให้เห็นว่า ความโกรธมันทำร้ายเราหลายทางเลย

ทางแรก… เวลาที่เราโกรธจัด ใบหน้าของเรามันจะเปลี่ยนไป

ต่อให้เราแต่งตัวสวยงามแค่ไหน แต่พอโกรธขึ้นมา หน้าตาก็บูดบึ้ง ดูน่ากลัว ไม่มีใครอยากเข้าใกล้

ทางที่สอง… พอเราโกรธ เรานอนไม่หลับ

เรื่องมันจบไปแล้ว เขาหลับไปแล้ว แต่เรายังพลิกไปพลิกมาอยู่บนที่นอน คิดวนเรื่องเดิมซ้ำๆ ทั้งคืน

ทางที่สาม… พอใจเราขุ่นมัวด้วยความโกรธ เราก็ตัดสินใจผิดพลาด

สิ่งที่เคยเห็นว่าถูก กลับมองเป็นผิด สิ่งที่เป็นประโยชน์ กลับมองไม่เห็น เพราะใจมันมืดไปด้วยโทสะ

ทางที่สี่ ที่ห้า ที่หก… ความโกรธที่สะสมไว้นานๆ มันทำลายทั้งสุขภาพของเรา ทำลายทรัพย์สินเงินทอง เพราะเราไม่มีสมาธิทำมาหากิน และมันทำลายมิตรภาพ ทำให้คนรอบข้างค่อยๆ ถอยห่างจากเราไป

ลองนึกภาพคนที่โกรธเก็บกดอยู่ในบ้านนานๆ ดูนะ

ตอนเช้าตื่นมา ยังไม่ทันเจอหน้ากัน ก็คิดล่วงหน้าแล้วว่า วันนี้เขาจะพูดอะไรให้เราเจ็บอีก

พอเจอหน้าจริงๆ ก็มองหน้ากันไม่ติด ในบ้านมีแต่ความอึดอัด บรรยากาศหนักอึ้งไปหมด

กินข้าวก็ไม่อร่อย เพราะใจมันขุ่นอยู่

จะทำงานทำการอะไร ก็ทำได้ไม่เต็มที่ เพราะความคิดมันวนอยู่กับเรื่องในบ้านตลอดเวลา

พอกลางคืน ก็นอนไม่หลับอีก

วนอยู่แบบนี้ วันแล้ววันเล่า

สังเกตไหมว่า ตลอดทั้งวันนั้น คนที่ทำให้เราเจ็บ เขาแทบไม่ได้รับผลอะไรเลย

บางที เขาอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ว่าเมื่อวานเขาพูดอะไรกับเราไว้

แต่เรากลับแบกมันไว้ ทั้งวันทั้งคืน

ลองสังเกตดูนะ

ผลเสียทั้งหมดที่ว่ามานี้ มันเกิดขึ้นกับใคร

มันเกิดขึ้นกับตัวเราเองทั้งนั้นเลย

คนที่พูดร้ายกับเรา เขาพูดเสร็จ เขาก็เดินจากไป เขาไปกินข้าว ไปนอนหลับสบายของเขา

แต่เรากลับเอาคำพูดของเขา มานั่งเผาตัวเองอยู่ทั้งคืน

ลองคิดดีๆ นะ

ถ้าสมมติว่า มีใครสักคนที่ไม่ชอบเราจริงๆ เขาอยากให้เราเป็นทุกข์

เขาจะอยากเห็นเราเป็นแบบไหน

เขาก็คงอยากเห็นเรา หน้าตาหม่นหมอง นอนไม่หลับ กินไม่ได้ ตัดสินใจผิดพลาด สุขภาพเสีย เสียเพื่อน เสียการงานใช่ไหม

แล้วรู้ไหม พอเราโกรธตอบ พอเราเก็บความแค้นเอาไว้

เรากำลังทำสิ่งที่เขาอยากให้เราเป็น… ด้วยมือของเราเอง

เรากำลังลงโทษตัวเอง เพื่อความผิดของคนอื่น

มันไม่คุ้มกันเลยจริงๆ

เพราะฉะนั้น การที่เราไม่โกรธตอบ การที่เราวางมันลง

มันไม่ใช่การยอมแพ้เลย

มันคือการที่เราฉลาดพอ ที่จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเราซ้ำสอง

ครั้งแรก เขาทำร้ายเราด้วยคำพูดของเขา อันนั้นเราห้ามไม่ได้

แต่ครั้งที่สอง ถ้าเราเอาคำพูดนั้นมาทำร้ายตัวเองต่อ อันนี้เราหยุดได้

การไม่โกรธตอบ จึงไม่ใช่เพราะเราแพ้เขา

แต่เพราะเรารักตัวเราเอง มากพอที่จะไม่ทำร้ายตัวเองซ้ำอีก

นี่คือความเข้มแข็งที่แท้จริง

ความเข้มแข็ง ไม่ใช่การเอาชนะคนอื่น

แต่คือการที่เราไม่ยอมให้อารมณ์ของคนอื่น มามีอำนาจเหนือใจของเรา

ความอดทน ไม่ใช่ความอ่อนแอ

มาถึงตรงนี้ อยากจะพูดถึงคำๆ หนึ่ง ที่คนมักจะเข้าใจผิดกันมาก

คำนั้นคือคำว่า "ความอดทน"

พอพูดถึงความอดทน หลายคนจะรู้สึกในใจทันทีว่า

"อดทนอีกแล้วเหรอ ก็อดทนมาทั้งชีวิตแล้ว จะให้อดทนไปถึงเมื่อไหร่"

เพราะในความรู้สึกของเรา คำว่าอดทน มันฟังดูเหมือนการกดข่ม การเก็บกด การยอมเป็นเบี้ยล่างเขาไปเรื่อยๆ

แต่ความจริงแล้ว ความอดทนที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ไม่ใช่แบบนั้นเลย

พระพุทธเจ้าท่านยกย่องความอดทนไว้สูงมาก

ท่านบอกว่า ความอดทนนี่แหละ คือการฝึกฝนตนเองขั้นสูงสุดอย่างหนึ่ง

ท่านไม่ได้มองว่า คนที่อดทนคือคนอ่อนแอ

ตรงกันข้ามเลย ท่านมองว่า คนที่อดทนได้ คือคนที่มีกำลังใจเข้มแข็งมาก

ลองคิดดูนะ ระหว่างคนสองคน

คนแรก พอมีอะไรมากระทบนิดหน่อย ก็ระเบิดอารมณ์ใส่ทันที ควบคุมตัวเองไม่ได้

กับคนที่สอง ที่แม้จะโดนกระทบ แต่ก็ยังตั้งสติได้ ยังคุมใจตัวเองอยู่

คุณว่า… คนไหนที่แข็งแรงกว่ากัน

แน่นอน คนที่สอง คนที่คุมใจตัวเองได้ ต่างหากที่แข็งแรงกว่า

การระเบิดอารมณ์ออกไป มันเป็นเรื่องง่าย ใครๆ ก็ทำได้ มันเป็นการปล่อยตัวไปตามแรงของกิเลส

แต่การหยุดตัวเองไว้ ท่ามกลางอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่าน อันนี้ต่างหากที่ยาก และอันนี้แหละคือความเข้มแข็งจริงๆ

ความอดทนที่ท่านสอน จึงไม่ใช่การเก็บกดความรู้สึกเอาไว้ข้างในจนใจจะระเบิด

แต่เป็นการฝึกใจให้มีกำลัง มีกำลังมากพอที่จะไม่หวั่นไหวไปตามคำพูดหรือการกระทำของคนอื่น

ตรงนี้ต้องแยกให้ชัดนะ ระหว่างการอดทนแบบเก็บกด กับการอดทนที่มีปัญญา

การอดทนแบบเก็บกด คือการฝืนยิ้ม ทั้งที่ข้างในเดือดพล่าน เก็บความโกรธไว้ ไม่พูดอะไร แต่ข้างในสะสมความแค้นไว้เรื่อยๆ

การอดทนแบบนี้ มันไม่ใช่ทางออก เพราะสุดท้ายวันหนึ่งมันก็จะระเบิดออกมา หรือไม่มันก็จะกลายเป็นโรค กลายเป็นความเครียดที่กัดกินเราจากข้างใน

แต่การอดทนที่มีปัญญา มันต่างออกไป

มันไม่ใช่การเก็บกดความโกรธไว้ แต่คือการที่ความโกรธนั้น มันไม่เกิดขึ้นตั้งแต่แรก หรือถ้าเกิดขึ้น มันก็จางหายไปเร็ว

เพราะเราเข้าใจแล้วว่า คำพูดของเขาเป็นของเขา เราไม่ต้องรับ

เพราะเราเข้าใจแล้วว่า เขาเองก็มีทุกข์ของเขา เขาถึงทำแบบนี้

เพราะเราเข้าใจแล้วว่า การโกรธตอบมีแต่จะทำร้ายตัวเราเอง

พอใจมันเข้าใจความจริงเหล่านี้จริงๆ ความอดทนมันก็เกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องฝืน

เหมือนคนที่รู้ว่าไฟมันร้อน เขาก็ไม่เอามือไปจับ โดยไม่ต้องฝืนใจเลย

นี่คือความต่าง ระหว่างการทน แบบกัดฟันทน กับการวาง แบบที่ใจมันเบาสบาย

สิ่งที่เรากำลังฝึก ไม่ใช่การกัดฟันทนให้มากขึ้น

แต่คือการทำให้ใจเราเข้าใจ จนมันไม่ต้องทนอีกต่อไป

เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่มีรากหยั่งลึกลงไปในดิน

เวลาลมพายุพัดมา ยอดของมันก็ไหวไปตามลมได้

แต่รากของมันไม่ไหวตามไปด้วย มันยังหยั่งลึก มั่นคงอยู่กับที่

พอลมสงบ ต้นไม้ก็ยังยืนตรงอยู่เหมือนเดิม

ใจของเราที่ฝึกความอดทน ก็เป็นแบบนั้น

เวลาคำพูดร้ายๆ พัดผ่านเข้ามา ผิวนอกของใจเราอาจจะกระเพื่อมบ้าง เป็นธรรมดา

แต่ข้างในลึกๆ รากของใจเรายังมั่นคงอยู่ ไม่โค่นล้มไปตามลมนั้น

และเพื่อจะให้เห็นภาพว่า ใจคนเราฝึกได้ไกลแค่ไหน

พระพุทธเจ้าท่านเคยยกตัวอย่างที่สุดโต่งไว้เลย

ท่านบอกว่า สมมติว่ามีโจรใจร้าย จับตัวเราไป แล้วเอาเลื่อยมาเลื่อยแขนเลื่อยขาของเรา

ซึ่งมันเป็นความเจ็บปวดที่แสนสาหัส เกินกว่าคำพูดใดๆ จะทำร้ายเราได้

ท่านบอกว่า แม้ในสถานการณ์ที่โหดร้ายขนาดนั้น

ผู้ที่ฝึกใจมาดีแล้ว ก็ยังฝึกที่จะไม่ให้ใจของตนขุ่นมัว ไม่กล่าวคำหยาบร้ายตอบ และยังแผ่ใจที่ปรารถนาดีให้กับคนที่กำลังทำร้ายตนได้

ฟังแล้วอาจจะรู้สึกว่า มันเป็นไปได้ยังไง มันยากเกินไป

ใช่ครับ มันยากมาก และท่านก็ไม่ได้บอกว่าเราต้องทำได้ถึงขนาดนั้นในวันนี้

แต่ท่านยกตัวอย่างสุดโต่งนี้ขึ้นมา เพื่อจะบอกอะไรเรา

ท่านกำลังบอกว่า ถ้าใจของคนเรา ฝึกจนไม่หวั่นไหวแม้กระทั่งตอนถูกเลื่อยแขนเลื่อยขาได้

แล้วคำพูดของคนในบ้านที่ทำร้ายใจเรา มันเทียบกันได้ไหม

มันเบากว่านั้นตั้งเยอะ

ถ้าใจฝึกไปได้ถึงจุดที่ไกลที่สุดขนาดนั้น

เรื่องคำพูดในบ้านของเรานี่ ก็ต้องฝึกให้ผ่านไปได้เหมือนกัน

ไม่ใช่วันนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้ แต่ค่อยๆ ฝึกไป ทีละวัน ทีละครั้ง

ทุกครั้งที่เราผ่านมันไปได้ แม้แต่ครั้งเล็กๆ ใจเราก็แข็งแรงขึ้นอีกนิดหนึ่งเสมอ

เขาทำ เขารับ เราไม่ต้องแบกไว้

ทีนี้ มีอีกเรื่องหนึ่งที่หนักอึ้งอยู่ในใจของคนที่ถูกทำร้ายซ้ำๆ

หลายคนพอโดนทำไม่ดีบ่อยเข้า ก็อดคิดไม่ได้ว่า

"ทำไมเขาถึงทำกับเราได้ลงคอ"

"ทำไมคนที่ทำไม่ดีกลับสบายดี ส่วนเราที่เป็นฝ่ายถูกกระทำ กลับต้องทุกข์"

"แล้วความยุติธรรมมันอยู่ที่ไหน"

คำถามเหล่านี้ มันวนเวียนอยู่ในใจ และมันหนักมาก

เพราะเรารู้สึกเหมือนกับว่า เรากำลังแบกความไม่ยุติธรรมทั้งหมดนี้ไว้บนบ่าของเราคนเดียว

พระพุทธเจ้าท่านมีคำสอนเรื่องนี้ไว้ และมันช่วยปลดภาระอันหนักอึ้งนี้ออกจากบ่าของเราได้

ท่านสอนเรื่อง "กรรม"

แต่กรรมที่ท่านสอน ไม่ใช่เรื่องการสาปแช่ง ไม่ใช่เรื่องการรอให้ฟ้าลงโทษใคร

หลักของมันเรียบง่ายมาก

ท่านสอนว่า… คนเราทุกคน เป็นเจ้าของการกระทำของตัวเอง

ใครทำสิ่งใดไว้ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เขาก็เป็นผู้รับผลของการกระทำนั้นเอง

พูดง่ายๆ ก็คือ ใครทำ คนนั้นได้

เหมือนกับการปลูกต้นไม้

คนที่ปลูกต้นมะม่วง ก็ย่อมได้กินผลมะม่วง

คนที่ปลูกต้นมะนาว ก็ย่อมได้ผลมะนาว

ไม่มีใครปลูกพืชชนิดหนึ่ง แล้วไปได้ผลของอีกชนิดหนึ่ง

การกระทำของคนเราก็เหมือนกัน

คนที่หว่านคำพูดที่ทำร้ายจิตใจคนอื่นเอาไว้

เขาก็กำลังปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ไว้ในใจของเขาเอง

ใจที่เต็มไปด้วยความโกรธ ความเกลียด ความอยากทำร้ายคนอื่น

มันเป็นใจที่เป็นทุกข์อยู่แล้วในตัวมันเอง

คนที่มีความสุขจริงๆ ใจสงบจริงๆ เขาจะไม่มีวันไปพูดจาทำร้ายใครหรอก

คนที่ต้องทำร้ายคนอื่นอยู่เรื่อยๆ ก็เพราะข้างในใจของเขามันมีไฟที่กำลังเผาเขาอยู่นั่นเอง

ลองสังเกตดูดีๆ นะ

พ่อแม่ที่ชอบดุด่า ชอบเปรียบเทียบลูก บางทีท่านเองก็เติบโตมาแบบนั้น ท่านก็เคยถูกปู่ย่าตายายดุด่าเปรียบเทียบมาก่อน ท่านเจ็บมาแบบนั้น แล้วท่านก็ส่งต่อความเจ็บนั้นมาให้เรา โดยที่ท่านอาจจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

คนที่ชอบพูดจาเสียดสีคนอื่น หลายครั้งก็เพราะข้างในเขารู้สึกว่าตัวเองด้อย เขาถึงต้องกดคนอื่นให้ต่ำลง เพื่อให้ตัวเองรู้สึกสูงขึ้น

คนที่เจ้าอารมณ์ ระเบิดใส่คนในบ้านบ่อยๆ บางทีเขาก็แบกความเครียด ความกดดันจากข้างนอกมาเต็มไปหมด แล้วเขาไม่รู้จะเอาไปลงที่ไหน ก็เลยเอามาลงกับคนใกล้ตัวที่สุด

ทั้งหมดนี้ ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เขาทำมันถูกต้องนะ

การทำร้ายคนอื่น ยังไงก็ไม่ถูก

แต่พอเราเข้าใจว่า เบื้องหลังการกระทำของเขา มันมีความทุกข์ซ่อนอยู่

เราจะเลิกถามคำถามที่ทรมานเราว่า "ทำไมต้องเป็นเรา ทำไมเขาถึงทำกับเราได้"

เพราะเราจะเข้าใจว่า จริงๆ แล้ว มันไม่ได้เกี่ยวกับเราเลย

เขาไม่ได้ทำแบบนี้เพราะเราไม่ดีพอ

เขาทำแบบนี้ เพราะข้างในใจเขาเองมันมีบาดแผลอยู่ต่างหาก

ต่อให้เป็นใครมาอยู่ในตำแหน่งของเรา เขาก็คงโดนแบบนี้เหมือนกัน

พอคิดได้แบบนี้ ภาระที่เราแบกอยู่ มันจะเบาลงทันที

เพราะที่ผ่านมา เราแบกความรู้สึกที่ว่า "เราต้องมีอะไรผิดแน่ๆ เขาถึงทำกับเราแบบนี้"

แต่ความจริงคือ เราไม่ได้ผิดอะไรเลย

เข้าใจตรงนี้แล้ว มันช่วยเราสองอย่าง

อย่างแรก… มันช่วยให้เราวางภาระลงได้

เราไม่ต้องเป็นคนคอยตัดสิน ไม่ต้องเป็นคนคอยลงโทษเขา ไม่ต้องเป็นคนคอยทวงความยุติธรรม

เพราะการกระทำของเขา มันทำงานของมันเอง มันเป็นของเขา เขารับผลของเขาเอง

ส่วนการกระทำของเรา ก็เป็นของเรา เรารับผลของเราเอง

เราแค่ดูแลสวนของเราให้ดี ปลูกแต่สิ่งดีๆ ในใจของเราก็พอ

ไม่ต้องไปกังวลกับสวนของคนอื่นว่าเขาปลูกอะไร

อย่างที่สอง และอันนี้สำคัญมาก

พอเราเข้าใจว่า คนที่ทำร้ายเรา จริงๆ แล้วเขาก็เป็นทุกข์อยู่ข้างในเหมือนกัน

ความรู้สึกในใจเรามันจะเปลี่ยนไป

จากที่เคยโกรธ เคยเกลียด มันจะค่อยๆ กลายเป็นความเข้าใจ

เข้าใจว่า อ๋อ… เขาเองก็มีความทุกข์ของเขาอยู่

เขาถึงได้ทำแบบนี้ออกมา

คนที่ใจเต็มไปด้วยความสุข เขาไม่ทำแบบนี้กับใครหรอก

พอมองแบบนี้ได้ เราจะเริ่มสงสารเขามากกว่าจะโกรธเขา

และรู้ไหม ความสงสารความเข้าใจนี้ มันไม่ได้ช่วยเขาเลยนะ

มันช่วยเราเองนี่แหละ

เพราะใจที่สงสาร มันเบากว่าใจที่โกรธ มากมายนัก

เราไม่ได้ให้อภัยเขาเพื่อเขา

เราให้อภัย เพื่อปลดโซ่ที่ล่ามใจเราเองไว้กับความแค้น ต่างหาก

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เขา แต่อยู่ที่ใจเรา

ทีนี้ อยากเล่าเรื่องของครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งให้ฟัง

เป็นเรื่องของหลวงพ่อชา พระอาจารย์ที่คนไทยเคารพนับถือกันมาก

หลวงพ่อชาท่านเคยเล่าถึงประสบการณ์ของท่านเองไว้

สมัยที่ท่านยังเป็นพระหนุ่ม ท่านอยู่ในวัด อยู่ร่วมกับหมู่คณะ

แล้วท่านก็รู้สึกรำคาญคนรอบข้าง

รู้สึกว่า คนนั้นก็ทำตัวไม่ดี คนนี้ก็ทำไม่ถูก ทำไมคนรอบตัวถึงได้น่ารำคาญไปหมด

ท่านเลยคิดว่า ถ้าอย่างนั้น เราหนีไปอยู่คนเดียวดีกว่า

ไปอยู่เงียบๆ ในที่ที่ไม่มีใครมากวนใจ แล้วใจเราคงจะสงบ

ท่านก็หนีไปจริงๆ ไปอยู่ในที่สงบเงียบคนเดียว

แต่พอไปอยู่ได้สักพัก ท่านกลับค้นพบความจริงอย่างหนึ่ง

ที่น่าประหลาดใจมาก

ท่านพบว่า… แม้จะหนีมาอยู่คนเดียวแล้ว ไม่มีใครมากวนใจแล้ว

แต่ใจของท่านก็ยังไม่สงบอยู่ดี

ความหงุดหงิด ความรำคาญ มันยังตามท่านมา

เพราะจริงๆ แล้ว มันไม่ได้อยู่ที่คนรอบข้างเลย

มันอยู่ที่ใจของท่านเองต่างหาก

ท่านจึงเข้าใจว่า ปัญหาที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่ว่าคนอื่นเป็นยังไง

แต่อยู่ที่ว่า ใจของเราตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นยังไงต่างหาก

หลวงพ่อชาท่านสอนไว้ในทำนองว่า

ความดีความชั่วนั้น ให้ดูที่ใจของตัวเราเอง

ส่วนคนอื่นเขาจะเป็นยังไง นั่นมันเป็นเรื่องของเขา

ฟังดูเรื่องนี้ธรรมดา แต่มันลึกซึ้งมากนะ

เพราะมันบอกเราว่า ต่อให้เราหนีไปได้ ต่อให้เราตัดขาดจากทุกคนได้

ถ้าใจเรายังไม่ได้ฝึก เราก็จะไปหงุดหงิดกับคนใหม่ๆ อยู่ดี

ไปเจอที่ทำงานใหม่ ก็มีคนน่ารำคาญ

ไปอยู่บ้านใหม่ ก็มีเพื่อนบ้านที่ขัดใจ

เพราะตราบใดที่ยังอยู่บนโลกนี้ เราก็ต้องเจอคนที่ไม่ถูกใจเราเสมอ

ทางออกที่แท้จริง จึงไม่ใช่การวิ่งหนีไปเรื่อยๆ

แต่คือการกลับมาฝึกใจของเราเอง ให้มันแข็งแรงขึ้น

นี่แหละคือข่าวดีสำหรับพวกเราที่หนีไม่ได้

เพราะพระอาจารย์ที่ท่านหนีไปอยู่คนเดียวได้แท้ๆ ท่านยังพบว่า การหนีไม่ใช่คำตอบ

แล้วเราที่หนีไม่ได้ ที่ต้องอยู่บ้านหลังเดิมกับคนคนเดิมล่ะ

จริงๆ แล้ว เรากำลังอยู่ในที่ฝึกใจชั้นดีเลยนะ

เรามีครูอยู่ในบ้าน มีข้อสอบมาให้ทำทุกวัน

คนที่ไปนั่งสมาธิในวัดที่เงียบสงบ ไม่มีใครมากวน เขายังต้องนึกภาพเอาเองเลยว่า ถ้าเจอคนมาทำให้โกรธ เราจะวางใจยังไง

แต่เรา เราไม่ต้องนึกภาพเอา เพราะเรามีของจริงให้ฝึกอยู่ทุกวันในบ้านของเรานี่เอง

ทุกคำพูดที่กระทบใจ คือโอกาสฝึก

ทุกครั้งที่เราตั้งสติได้ คือความก้าวหน้า

มองแบบนี้แล้ว สถานการณ์ที่เคยดูเหมือนคุกที่เราติดอยู่ มันกลับกลายเป็นห้องเรียนที่ล้ำค่า

ไม่ใช่ว่าเราต้องดีใจที่ถูกทำร้ายนะ ไม่ใช่แบบนั้น

แต่ในเมื่อเราหลีกเลี่ยงมันไม่ได้อยู่แล้ว

แทนที่จะปล่อยให้มันทำร้ายเราไปเปล่าๆ เราเลือกที่จะเอามันมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับใจของเราแทน

เปลี่ยนสิ่งที่เคยเป็นพิษ ให้กลายเป็นยาที่ทำให้ใจเราแข็งแรงขึ้น

นี่แหละ คือปัญญาของคนที่รู้จักพลิกทุกข์ให้เป็นครู

ทีนี้ พอพูดถึงการอยู่ร่วมกัน หลายคนอาจจะสงสัยว่า

แล้วเราต้องทำยังไงกับความสัมพันธ์นี้ล่ะ

เราต้องยอมให้เขาทำร้ายใจเราต่อไปเรื่อยๆ อย่างนั้นเหรอ

ตรงนี้ อยากชวนคิดกันเบาๆ

พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราแผ่เมตตาไปให้กับทุกคน

ท่านเปรียบว่า ให้เรารักคนอื่น เหมือนแม่ที่รักลูกคนเดียวของตัวเอง

เมตตาแบบนี้ คือความปรารถนาดี อยากให้เขามีความสุข อยากให้เขาพ้นทุกข์

แต่มีสิ่งหนึ่งที่อยากให้เราค่อยๆ พิจารณาดู

และตรงนี้ อยากบอกไว้ก่อนว่า นี่เป็นข้อคิดที่ชวนให้เราไตร่ตรองกันเอง ไม่ใช่คำสอนที่ยกมาจากพระสูตรโดยตรงนะ

การมีเมตตา กับ การยอมให้เขาทำร้ายเราซ้ำๆ มันเป็นคนละเรื่องกัน

เราสามารถปรารถนาดีต่อพ่อแม่ได้ เราสามารถรักพี่น้องได้ เราสามารถหวังดีต่อคนที่เรารักได้

โดยที่ในขณะเดียวกัน เราก็ดูแลปกป้องใจของเราเองด้วย

ลองนึกถึงแก้วน้ำสักใบ

ถ้าเราจะรินน้ำให้คนอื่นดื่ม เราต้องมีน้ำอยู่ในแก้วของเราก่อน

ถ้าแก้วของเราแห้งเหือด ไม่มีน้ำเหลือเลย เราจะเอาอะไรไปรินให้คนอื่น

การดูแลใจของเราให้มีความสุขก่อน จึงไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว

แต่มันคือการเติมน้ำในแก้วของเราให้เต็ม เพื่อที่เราจะได้มีเมตตาให้คนอื่นได้อย่างยั่งยืน

การปกป้องใจตัวเอง ไม่ใช่การเลิกรักเขา

การไม่รับคำพูดร้ายๆ เข้ามา ไม่ใช่การใจร้ายกับเขา

เรายังทำหน้าที่ของลูกที่ดีได้ ยังดูแลพ่อแม่ได้ ยังอยู่ในบ้านหลังเดิมได้

แต่เราทำมันด้วยใจที่มีเมตตา ไม่ใช่ด้วยใจที่เต็มไปด้วยแผลและความแค้น

เมตตาที่แท้จริง มันเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อนเสมอ

พอใจเราเต็ม ใจเรามีความสุขพอ

เราจะให้ความรักกับคนในบ้านได้ โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกทำร้ายอยู่ตลอดเวลา

ทำเหตุที่ดี แล้ววางผลลง

คืนนี้ เราเดินทางกันมาไกลพอสมควรแล้ว

ก่อนจะจบ อยากจะสรุปสิ่งที่เราคุยกันมาทั้งหมด ให้มันมัดรวมกันเป็นเรื่องเดียว

สิ่งที่หนักที่สุด สำหรับคนที่อยู่ร่วมบ้านกับคนที่ทำร้ายใจเรา

ก็คือ ความอยากให้เขาเปลี่ยน

เราอยากให้พ่อแม่เข้าใจเราสักที

เราอยากให้พี่น้องเลิกพูดจาเสียดสี

เราอยากให้คนที่เรารัก พูดกับเราดีๆ สักวัน

และพอเขาไม่เปลี่ยน เราก็ยิ่งทุกข์ ยิ่งเจ็บ ยิ่งผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ตรงนี้แหละ คือหัวใจของการปล่อยวาง

ลองแยกสิ่งต่างๆ ออกเป็นสองกองดูนะ

กองแรก คือสิ่งที่เราทำได้ อยู่ในมือของเรา

กองที่สอง คือสิ่งที่เราทำไม่ได้ อยู่นอกมือของเรา

สิ่งที่อยู่ในมือเรา ก็คือ การกระทำของเราเอง

เราเลือกได้ว่า เราจะเป็นลูกที่ดี เราจะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เราจะพูดจาดีๆ เราจะปกป้องใจของเราไม่ให้พัง เราจะฝึกใจของเราให้แข็งแรงขึ้น

สิ่งเหล่านี้ เราทำได้ นี่คือ "เหตุ" ที่อยู่ในมือเรา เราทุ่มเทกับมันได้เต็มที่

แต่สิ่งที่อยู่นอกมือเรา ก็คือ ตัวเขาจะเปลี่ยนไหม ใจเขาจะเข้าใจเราไหม เขาจะพูดกับเราดีขึ้นไหม

อันนี้คือ "ผล" ที่เราควบคุมไม่ได้ เพราะมันเป็นใจของเขา เป็นการกระทำของเขา เป็นเรื่องของเขา

ทีนี้ คนเราทุกข์ ก็เพราะเราไปทุ่มเททั้งใจ กับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้

เราเอาความสุขทั้งหมดของเรา ไปฝากไว้กับคำถามที่ว่า "เมื่อไหร่เขาจะเปลี่ยน"

พอเขาไม่เปลี่ยน ใจเราก็พังทลายลงทุกครั้ง

การปล่อยวาง จึงไม่ใช่การเลิกแคร์ ไม่ใช่การหมดความรัก ไม่ใช่การทอดทิ้งหน้าที่

แต่คือการที่เรา ทำเหตุที่ดีที่สุดในส่วนของเราให้เต็มที่

แล้วก็วางผลลง ปล่อยให้ส่วนที่เป็นของเขา เป็นเรื่องของเขาไป

ลองดูตัวอย่างในชีวิตจริงกันนะ

สมมติว่า เราดูแลพ่อแม่ที่แก่ชรา ท่านป่วย เราพาท่านไปหาหมอ เราดูแลท่านอย่างดีที่สุด

แต่ท่านก็ยังบ่น ยังว่าเรา ยังไม่เคยพูดคำขอบคุณสักคำ

ถ้าเราไปคาดหวังว่า ดูแลขนาดนี้แล้ว ท่านต้องเห็นใจเราสิ ท่านต้องขอบคุณเราสิ

พอท่านไม่ทำอย่างที่เราหวัง เราก็จะน้อยใจ เสียใจ เหนื่อยใจ

แต่ถ้าเราแยกสองกองออกจากกันได้

การดูแลท่านให้ดี คือเหตุ คือหน้าที่ของเรา อันนี้เราทำเต็มที่แล้ว

ส่วนท่านจะขอบคุณเราไหม จะเห็นใจเราไหม อันนั้นเป็นใจของท่าน เป็นเรื่องของท่าน เราวางลงได้

เราดูแลท่านเพราะเรากตัญญู เพราะเรารักท่าน ไม่ใช่เพื่อแลกกับคำขอบคุณ

พอวางแบบนี้ได้ เราจะดูแลท่านได้อย่างมีความสุข ไม่ใช่ดูแลไปพร้อมกับความน้อยใจที่สะสมทุกวัน

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง

สมมติเราอยู่กับคนที่เรารัก แล้วเขาชอบพูดจาแรงๆ เวลาโมโห

เราพูดกับเขาดีๆ เราให้เกียรติเขา เราไม่ตอบโต้ด้วยคำหยาบ อันนี้คือเหตุที่เราทำได้

ส่วนเขาจะเปลี่ยนคำพูดของเขาไหม เขาจะพูดกับเราเพราะขึ้นไหม อันนั้นเป็นเรื่องของเขา

เราเปลี่ยนเขาไม่ได้ เราเปลี่ยนได้แค่ตัวเราเอง

และสิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือ

หลายครั้ง พอเราหยุดพยายามเปลี่ยนเขา พอเราวางความคาดหวังลง แล้วเราสงบลงจริงๆ

บรรยากาศในบ้านมันก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปเอง

เพราะเมื่อเราไม่เติมเชื้อไฟ ไฟมันก็มอดลงเอง

แต่ถึงเขาจะไม่เปลี่ยนก็ตาม อย่างน้อยที่สุด ใจของเราก็สงบแล้ว

และนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะใจของเรา คือสิ่งเดียวที่เราต้องอยู่ด้วยไปจนวันตาย

เราทำดีที่สุดแล้วในฐานะลูก ส่วนท่านจะเข้าใจเราหรือไม่ นั่นเป็นเรื่องของท่าน

เราพูดดีที่สุดแล้ว ส่วนเขาจะพูดกลับมายังไง นั่นเป็นเรื่องของเขา

พอเราวางผลลงได้ ใจเราจะเบาขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เพราะเราไม่ได้เอาความสุขของเรา ไปแขวนไว้บนการกระทำของคนอื่นอีกต่อไปแล้ว

ความสุขของเรา กลับมาอยู่ในมือของเราเอง

ทีนี้ ดึกแล้ว อยากให้เราค่อยๆ ผ่อนคลายลง

ลองหลับตาลงเบาๆ

หายใจเข้าช้าๆ… แล้วก็หายใจออกช้าๆ

ในคืนนี้ อยากให้เราลองปล่อยวางเรื่องหนักๆ ในบ้านลงสักครู่หนึ่ง

คำพูดที่เขาพูดกับเราวันนี้… ปล่อยให้มันเป็นของเขาไป เราไม่ต้องรับมันไว้

ความน้อยใจที่ค้างอยู่ในอก… ค่อยๆ คลายมันออก ทีละนิด

หายใจเข้า… รับเอาความสงบเข้ามา

หายใจออก… ปล่อยความหนักในใจออกไป

คืนนี้ เราได้ทำดีที่สุดแล้ว

เราอดทนมามากแล้ว เราเข้มแข็งมามากแล้ว

แค่นี้ก็เก่งมากพอแล้วจริงๆ

พรุ่งนี้เช้า เมื่อเราตื่นขึ้นมา เราอาจจะยังต้องเจอคนคนเดิม ในบ้านหลังเดิม

แต่เราจะไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว

เพราะคืนนี้ ใจของเราได้เรียนรู้ที่จะไม่รับสิ่งที่ทำร้ายเราเข้ามา

ได้เรียนรู้ที่จะทำเหตุที่ดี แล้ววางผลลง

ได้เรียนรู้ที่จะรักคนอื่น โดยไม่ลืมที่จะรักและปกป้องใจของตัวเองด้วย

ขอให้คืนนี้ เป็นคืนที่ใจของคุณได้พักผ่อนอย่างแท้จริง

วางทุกอย่างลงก่อน แล้วค่อยๆ หลับไปด้วยใจที่เบาสบาย

ราตรีสวัสดิ์