ธรรมะก่อนตาย: 4 ขั้นที่ใจจะรู้สึกก่อนดับ | เตรียมใจให้สงบตั้งแต่วันนี้
มีเรื่องหนึ่งที่เกือบทุกคนรู้ว่าจะมาถึงแน่ๆ แต่แทบไม่มีใครอยากพูดถึงตรงๆ — นั่นคือความตายของตัวเราเอง คืนนี้เราจะไม่วิ่งหนีเงาของมันอีก แต่จะค่อยๆ หันกลับไปมองด้วยกัน อย่างสงบ ไม่ใช่เพื่อให้กลัวมากขึ้น แต่เพื่อให้กลัวน้อยลง คลิปนี้พาเข้าใจสองเรื่องใหญ่ หนึ่ง — ทำไมพระพุทธเจ้าถึงส
เปิดเรื่อง — เรื่องที่เราหลบตามาทั้งชีวิต
มีเรื่องหนึ่งที่เกือบทุกคนรู้ว่ามันจะมาถึงแน่ ๆ แต่แทบไม่มีใครอยากพูดถึงมันตรง ๆ เลย
เรื่องนั้นคือความตายของตัวเราเอง
พออายุเริ่มเลยเลขสี่ เลขห้า ร่างกายก็เริ่มส่งสัญญาณบางอย่างมาให้ เราเริ่มไปงานศพของคนรุ่นเดียวกันบ่อยขึ้น เริ่มได้ข่าวเพื่อนที่เคยหัวเราะด้วยกันเมื่อวานนี้ วันนี้เขาไม่อยู่แล้ว บางคืนที่นอนอยู่เงียบ ๆ ในความมืด ใจก็แอบถามตัวเองขึ้นมาว่า แล้ววันของเราล่ะ จะเป็นวันไหน แล้วตอนนั้นเราจะรู้สึกยังไง
หลายคนพอความคิดนี้โผล่ขึ้นมา ก็รีบผลักมันออกไปทันที เปิดโทรทัศน์ หยิบโทรศัพท์ หาอะไรทำให้ใจไม่ต้องอยู่กับเรื่องนี้ เพราะมันหนัก มันน่ากลัว
แต่เราจะลองอีกทางกันไหม ทางที่ไม่ใช่การหนี
วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับความตายด้วยกันอย่างสงบ ๆ ไม่ใช่เพื่อให้กลัวมากขึ้น แต่เพื่อให้กลัวน้อยลง เพราะสิ่งที่ทำให้เรากลัวที่สุด มักเป็นสิ่งที่เราไม่เคยมองมันตรง ๆ เลยต่างหาก
เราจะคุยกันสองเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องแรกคือ ทำไมพระพุทธเจ้าถึงสอนให้เรานึกถึงความตายบ่อย ๆ ทั้งที่ฟังดูน่าหดหู่ และเรื่องที่สอง ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนสงสัยมากที่สุด คือ ในนาทีสุดท้ายจริง ๆ ใจของคนเราทำงานยังไง มันจะรู้สึกอะไรบ้างก่อนที่จะดับลง
และตรงนี้ขอบอกไว้ก่อนเลยตั้งแต่ต้น เรื่อง "สี่ขั้น" ที่จะเล่าต่อไปนี้ ไม่ใช่ตัวเลขที่มีเขียนตรง ๆ ในคัมภีร์ว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้สี่ขั้น แต่เป็นการที่เราจัดกลุ่มคำสอน เพื่อให้เข้าใจง่ายเท่านั้น ของจริงในคำสอนละเอียดกว่านั้น เราจะค่อย ๆ คลี่ให้ฟังอย่างซื่อตรง ไม่เติมสี ไม่แต่งเรื่อง
มรณสติ — นึกถึงความตายเพื่ออะไร
หลายคนพอได้ยินคำว่า "ให้นึกถึงความตาย" ก็สะดุ้ง คิดว่านี่มันคำสอนที่มองโลกในแง่ร้ายหรือเปล่า จะให้มานั่งเศร้า นั่งกลัว ทุกวันเลยหรือ
ไม่ใช่เลย
ในคำสอนของพระพุทธเจ้า มีสิ่งหนึ่งเรียกว่า "มรณสติ" แปลง่าย ๆ ว่าการมีสติระลึกถึงความตาย และท่านสอนเรื่องนี้ไม่ใช่เพื่อให้เราหดหู่ แต่เพื่อให้เรา "ไม่ประมาท" สองคำนี้ต่างกันมาก คนที่หดหู่คือคนที่จมอยู่กับความเศร้าจนทำอะไรไม่ได้ ส่วนคนที่ไม่ประมาทคือคนที่ตื่นตัว รู้ว่าเวลามีจำกัด เลยไม่ปล่อยให้วันเวลาผ่านไปเปล่า ๆ
ลองนึกภาพแบบนี้ ถ้าเรารู้ว่าเรามีเวลาอยู่บ้านหลังนี้อีกแค่ไม่กี่วัน เราจะทำยังไงกับบ้านหลังนี้ เราคงจะรีบเก็บของสำคัญ รีบสะสางเรื่องที่ค้างคา รีบบอกรักคนที่เรารักก่อนจะไป เราจะไม่มัวเสียเวลาทะเลาะกับเพื่อนบ้านเรื่องไร้สาระอีกต่อไป
มรณสติทำงานกับใจเราแบบนั้นแหละ พอเรารู้ว่าชีวิตนี้มีเวลาจำกัด เราก็จะเริ่มเลือกว่าอะไรสำคัญจริง ๆ อะไรที่เราแบกไว้เปล่า ๆ
พระพุทธเจ้าให้สูตรปฏิบัติจริง ๆ เอาไว้ด้วย ไม่ใช่แค่พูดลอย ๆ ท่านสอนให้เราทบทวนทุกเช้าและทุกเย็นว่า รอบตัวเรานี่มีเหตุที่จะทำให้ตายได้มากมายเหลือเกิน อาจจะสะดุดล้ม อาจจะถูกงูกัด แมลงป่องต่อย อาหารเป็นพิษ หรือแค่หลับไปแล้วไม่ตื่นก็ยังได้ ท่านไม่ได้ให้เราคิดแบบนี้เพื่อให้ระแวงกลัวไปหมด แต่ให้คิดเพื่อจะได้ย้อนกลับมาถามใจตัวเองว่า ถ้าคืนนี้เราต้องไปจริง ๆ ใจของเรายังมีอะไรค้างคาอยู่ไหม ยังมีความโกรธที่ยังไม่ยอมปล่อยไหม ยังมีความอาฆาตที่แบกไว้ไหม ยังมีเรื่องที่ควรทำแต่ยังผัดผ่อนอยู่ไหม
ถ้ามี ท่านสอนว่าให้รีบจัดการ รีบละมันเสีย ด้วยความเร่งด่วน ท่านเปรียบความเร่งด่วนนี้ไว้ให้เห็นภาพชัดมาก เหมือนคนที่ผ้าโพกหัวกำลังไฟไหม้ คนแบบนั้นจะไม่รอ จะไม่บอกว่าเดี๋ยวค่อยดับก็ได้ เขาจะรีบดับไฟตรงหัวตัวเองทันที ด้วยความรู้สึกว่านี่มันเรื่องเป็นเรื่องตาย
นี่แหละคือหัวใจของการเตรียมใจก่อนตายที่ตรงประเด็นที่สุด มันไม่ใช่การนั่งกลัวความตาย แต่คือการใช้ความตายเป็นแรงกระตุ้น ให้เราใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทตั้งแต่ตอนนี้ ตั้งแต่ที่เรายังหายใจอยู่ ยังทำอะไรได้อยู่
เพราะความจริงที่เจ็บปวดคือ พอถึงตอนที่แก่จริง ป่วยหนักจริง นอนอยู่บนเตียงจริง ๆ ตอนนั้นแหละที่การพิจารณาธรรม การทำใจ มันทำได้ยากที่สุด ร่างกายเจ็บปวด สมองไม่แจ่มใส ใจวุ่นวายไปหมด คนที่รอไปฝึกใจเอาตอนนั้น มักจะฝึกไม่ทัน เหมือนคนที่ไม่เคยว่ายน้ำเลย แล้วมาหัดว่ายเอาตอนที่เรือกำลังจะจม ตอนนั้นมันสายเกินไปแล้ว
เพราะฉะนั้นเวลาที่ดีที่สุดในการเตรียมใจ ไม่ใช่วันที่เราจะตาย แต่คือวันนี้ วันที่เรายังแข็งแรงพอจะฟังเรื่องนี้อยู่นี่แหละ
ทำไมเราถึงกลัวตาย — เรากลัวอะไรกันแน่
ก่อนจะไปถึงเรื่องว่าใจทำงานยังไงในนาทีสุดท้าย เราต้องเข้าใจก่อนว่า จริง ๆ แล้วเรากลัวอะไรกันแน่ในความตาย
หลายคนคิดว่าเรากลัวความเจ็บ กลัวความมืด กลัวไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อ ซึ่งก็ใช่ส่วนหนึ่ง แต่ครูบาอาจารย์ท่านมองลึกลงไปกว่านั้น ท่านบอกว่ารากของความกลัวตายจริง ๆ มาจากการที่เรายึดมั่นว่ากายนี้ ใจดวงนี้ คือ "ตัวเรา" คือของ ๆ เรา พอเรายึดแน่นขนาดนั้น เวลาที่กายจะดับ ใจมันเลยตื่นตระหนก เหมือนกับว่าเรากำลังจะสูญเสียตัวเองไปทั้งหมด มันไม่ใช่แค่กลัวเจ็บ แต่มันกลัวว่าจะไม่มี "เรา" อีกต่อไป
หลวงพ่อชาท่านเปรียบความยึดตรงนี้ไว้ได้ดีมาก ท่านบอกว่ามันเหมือนคนที่แบกก้อนหินหนัก ๆ ไว้ตลอดเวลา แบกจนชิน แบกจนคิดว่าก้อนหินนี้คือตัวเรา พอมีใครบอกให้วางลง เรากลับกลัว กลัวว่าถ้าวางก้อนหินนี้ลงแล้วจะไม่เหลืออะไร ทั้งที่ความจริงคือ พอวางลงได้เมื่อไร เราจะโล่งเบาขึ้นทันที ความหนักที่เราแบกมาทั้งชีวิตนั่นแหละ คือความยึดว่ามีตัวตนที่ต้องปกป้อง
ส่วนท่านพ่อลี ท่านเปรียบใจของคนที่ไม่เคยฝึกไว้อีกแบบหนึ่ง ท่านบอกว่ามันเหมือนคนที่ไม่มีบ้าน พอลมมาฝนมา ก็ต้องยืนตากฝนอยู่กลางแจ้ง ไม่มีที่หลบ ไม่มีที่พึ่ง ใจที่ไม่เคยฝึกก็เป็นแบบนั้น พอถึงวันที่พายุใหญ่ที่สุดของชีวิตมาถึง คือวันที่เราจะตาย ใจดวงนั้นก็ไม่มีที่ยืน ไม่มีที่พึ่ง ได้แต่วิ่งวุ่นด้วยความกลัว
แล้วเราจะสร้างบ้านให้ใจได้ยังไง ท่านพ่อลีตอบว่าด้วยสมาธิ ด้วยการฝึกใจให้มีที่ตั้งมั่นภายในตัวมันเอง
ท่านเปรียบไว้สวยมาก ท่านบอกว่าใจของคนเราเหมือนเครื่องบินที่บินอยู่กลางเมฆ ถ้าเราไม่ได้สร้าง "ลานจอด" เอาไว้ให้มันเลย นักบินที่บินวนอยู่บนฟ้า พอถึงเวลาน้ำมันหมด จะหาที่ลงไม่เจอ สุดท้ายก็ตกลงกลางป่า แต่ถ้าเราฝึกสมาธิไว้ เท่ากับเราสร้างลานจอดเอาไว้ให้ใจ ถึงเวลาที่ต้องลงจอด คือเวลาที่ร่างกายจะดับ ใจก็มีที่ลงอย่างปลอดภัย ไม่ต้องวิ่งวุ่นหาที่พึ่งในนาทีสุดท้าย
ฟังตรงนี้แล้วจะเห็นว่า สิ่งที่เรากลัวจริง ๆ ไม่ใช่ความตาย แต่คือการต้องเผชิญความตายด้วยใจที่ไม่มีที่พึ่ง และข่าวดีก็คือ ที่พึ่งอันนั้นเราสร้างเองได้ ตั้งแต่วันนี้
เรื่องเล่าของคนที่กลัวตายกะทันหัน
ทีนี้มาถึงความกลัวที่คนวัยเรากังวลมากที่สุด นั่นคือ กลัวตายแบบไม่ทันตั้งตัว
หลายคนบอกว่า ถ้าฉันได้ป่วยนอนอยู่บ้าน มีเวลาทำใจ มีลูกหลานอยู่ข้าง ๆ มีพระมาสวดให้ ฉันก็คงพอทำใจได้ แต่ที่ฉันกลัวคือ ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ถ้าล้มลงกลางถนน ถ้าหัวใจวายตอนที่ใจกำลังวุ่นวายอยู่ ตอนนั้นฉันจะไปยังไง ใจที่กำลังตกใจ กำลังสับสน จะพาฉันไปที่แย่ ๆ หรือเปล่า
ความกลัวข้อนี้ มีคำตอบตรง ๆ อยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้าเลย และเป็นคำตอบที่อ่อนโยนมาก
มีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่ง มีคนคนหนึ่งชื่อมหานามะ เขาไม่ใช่พระ เขาเป็นฆราวาส เป็นคนที่ยังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่พลุกพล่านวุ่นวาย วันหนึ่งเขาเข้าไปกราบทูลพระพุทธเจ้าด้วยความกังวลใจว่า เวลาที่เขาเดินอยู่ในเมือง บางทีก็มีช้าง มีม้า มีรถวิ่งพล่านสวนไปมา จนบางครั้งใจของเขาที่กำลังระลึกถึงพระรัตนตรัยอยู่ดี ๆ ก็เลือนหายไปกับความวุ่นวายตรงหน้า เขาเลยกลัวขึ้นมาว่า ถ้าเขาบังเอิญตายลงในจังหวะที่ใจกำลังสับสนวุ่นวายแบบนั้น เขาจะไปสู่ที่ไม่ดีหรือเปล่า
ฟังดูคุ้น ๆ ไหม นี่มันความกลัวเดียวกันกับที่เรากลัวเลย
พระพุทธเจ้าตอบเขาด้วยถ้อยคำที่ปลอบใจมาก ท่านบอกว่า "อย่ากลัวเลย ความตายของท่านจะไม่เลวร้าย"
แล้วท่านก็เปรียบให้ฟังด้วยภาพที่งดงามมาก ท่านบอกว่า ลองนึกภาพเราเอาไหใส่น้ำมันไปโยนลงในน้ำลึก แล้วไหนั้นแตกกระจายอยู่ใต้น้ำ เศษไหที่เป็นดินเผา หนัก ๆ นั้น มันจะจมลงไปสู่ก้นน้ำ แต่น้ำมันที่อยู่ในไห มันจะทำอะไร มันจะลอยขึ้นสู่ผิวน้ำเอง เป็นธรรมดาของมัน
ใจของคนเราก็เหมือนกัน ตัวไห คือร่างกาย เมื่อถึงเวลามันก็แตกดับจมลงไป แต่สิ่งที่เราสั่งสมไว้ในใจมาตลอดชีวิต ความดี ความศรัทธา ศีลที่เรารักษา ความเสียสละแบ่งปันที่เราทำ ปัญญาที่เราฝึกมา สิ่งเหล่านี้เหมือนน้ำมัน มันจะลอยขึ้นเอง ไม่ว่าตอนที่ไหแตกนั้น สภาพภายนอกจะวุ่นวายแค่ไหน น้ำจะขุ่นจะเชี่ยวยังไง น้ำมันก็ยังลอยขึ้นอยู่ดี
นี่คือคำตอบที่ตรงที่สุด สำหรับคนที่กลัวว่าตายกะทันหันแล้วจะไปไม่ดี พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่านาทีสุดท้ายที่ใจสับสนจะเป็นตัวตัดสินทุกอย่าง แต่ท่านบอกว่า ถ้าเราสั่งสมความดีไว้พอ มันจะพาเราขึ้นเอง เหมือนน้ำมันที่ไม่มีทางจมลงได้ ถึงจะมีคลื่นมากระแทกแค่ไหนก็ตาม
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรทำ ไม่ใช่การไปกังวลว่านาทีสุดท้ายจะเป็นยังไง เพราะเราคุมมันไม่ได้ แต่คือการเติมน้ำมันในไหใบนี้ให้เต็มตั้งแต่วันนี้ เติมด้วยความดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราทำได้ทุกวัน แล้วเรื่องการลอยขึ้นในวันนั้น มันจะดูแลตัวมันเอง
สี่ขั้นที่ใจจะรู้สึกก่อนดับ — คำอธิบายจากฝ่ายอภิธรรม
ทีนี้เรามาถึงเรื่องที่หลายคนอยากรู้มากที่สุด คือ ในนาทีสุดท้ายจริง ๆ ใจของคนเราทำงานยังไง
ตรงนี้ขอย้ำอีกครั้งอย่างซื่อตรง เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ ไม่ได้มาจากพระสูตรที่เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าโดยตรง แต่มาจากสิ่งที่เรียกว่า "อภิธรรม" ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ครูบาอาจารย์รุ่นหลังได้พัฒนาขึ้น เพื่ออธิบายกลไกการทำงานของจิตอย่างละเอียด มันเป็นส่วนหนึ่งของพระพุทธศาสนาเถรวาทที่เชื่อถือได้ แต่มันมีสถานะต่างจากพระสูตร เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึงเรื่องนี้ เราจะพูดว่า "ตามคำอธิบายในอภิธรรม" ไม่ใช่ "พระพุทธเจ้าตรัสว่า"
และการแบ่งเป็น "สี่ขั้น" ที่จะเล่านี้ เป็นการที่เราจัดกลุ่มขึ้นมาเองเพื่อให้ฟังง่าย ในตำราจริง ๆ เขาไม่ได้เรียกว่าสี่ขั้น เขาอธิบายเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกัน เราแค่แบ่งเป็นช่วง ๆ เพื่อให้เห็นภาพเท่านั้น เอาล่ะ เราค่อย ๆ เดินไปทีละขั้นด้วยกัน อย่างสงบ ๆ ไม่ต้องกลัว เพราะนี่คือการอธิบายกลไกธรรมชาติอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง
ขั้นที่หนึ่ง — เมื่อกระแสใจที่ไหลนิ่งเริ่มสั่นไหว
ตามคำอธิบายในอภิธรรม บอกว่าปกติแล้วใจของเรามีกระแสหนึ่งที่ไหลอยู่ตลอดเวลา แม้ตอนที่เราหลับสนิท ไม่ฝัน ไม่คิดอะไร กระแสนี้ก็ยังไหลอยู่ เขาเรียกกระแสนี้ว่า "ภวังคจิต" พูดง่าย ๆ คือมันเป็นกระแสใจพื้นฐานที่รักษาความเป็นชีวิตของเราเอาไว้ เหมือนกระแสน้ำที่ไหลนิ่ง ๆ อยู่ใต้ผิวน้ำ ที่เรามองไม่เห็นแต่มันไหลอยู่ตลอด
เมื่อถึงเวลาที่ชีวิตจะสิ้นสุดลง กระแสที่เคยไหลนิ่งนี้จะเริ่มถูกรบกวน เริ่มสั่นไหว นี่คือจุดเริ่มต้นของกระบวนการทางใจครั้งสุดท้าย เหมือนผิวน้ำที่เคยราบเรียบ เริ่มมีระลอกคลื่นเล็ก ๆ ขึ้นมา เป็นสัญญาณว่ากระบวนการอย่างหนึ่งกำลังจะเริ่มขึ้น
ขั้นนี้ฟังดูเป็นเรื่องเทคนิค แต่สิ่งที่เราควรเก็บไว้ในใจคือ ความตายในมุมมองนี้ ไม่ใช่การดับวูบหายไปเฉย ๆ แต่มันเป็นกระบวนการหนึ่ง เป็นการเปลี่ยนผ่าน เหมือนตอนเช้าที่ค่อย ๆ สว่างขึ้น ไม่ได้กระโดดจากมืดสนิทเป็นสว่างจ้าในทันที มีช่วงเปลี่ยนผ่านของมันอยู่ พอเรามองความตายเป็นกระบวนการธรรมชาติอย่างหนึ่ง ความน่ากลัวมันก็ลดลงไปเยอะ
ขั้นที่สอง — ภาพที่ปรากฏต่อใจ สะท้อนสิ่งที่เราทำมา
พอกระแสใจเริ่มสั่นไหวแล้ว ตามคำอธิบายในอภิธรรมบอกว่า จะมีสิ่งหนึ่งปรากฏขึ้นต่อใจของผู้ที่กำลังจะจากไป เขาเรียกสิ่งที่ปรากฏนี้ว่า "นิมิต" คือภาพหรือความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาในใจในช่วงสุดท้าย และเขาบอกว่านิมิตนี้มีอยู่สามแบบ
แบบที่หนึ่ง เขาเรียกว่า "กรรม" คือการที่ใจย้อนระลึกถึงการกระทำบางอย่างที่เราเคยทำมา อาจจะเป็นภาพเหตุการณ์ที่เราเคยทำ ผุดขึ้นมาให้ใจได้เห็นอีกครั้ง
แบบที่สอง เขาเรียกว่า "กรรมนิมิต" คือเครื่องมือหรือสัญลักษณ์ของสิ่งที่เราทำเป็นประจำ ยกตัวอย่างที่เห็นภาพง่าย ๆ คนที่ทำอาชีพเชือดสัตว์ขายมาทั้งชีวิต ตอนใกล้จะไป ใจอาจเห็นภาพมีด ภาพเครื่องมือที่ใช้ ส่วนคนที่ชอบทำบุญ ชอบถวายดอกไม้ ตอนนั้นใจอาจเห็นภาพดอกไม้ที่เคยถวาย เห็นภาพศาลาวัด เห็นสิ่งที่สะท้อนความดีที่ทำมา
แบบที่สาม เขาเรียกว่า "คตินิมิต" คือภาพของที่ที่ใจกำลังจะไป อาจจะเห็นเป็นแสงสว่าง เห็นสถานที่ที่ร่มเย็น หรือในทางกลับกัน ก็อาจเห็นภาพที่มืดมน ร้อนรุ่ม ตามแต่กรรมที่สั่งสมมา
ฟังดูน่ากลัวไหม ถ้าฟังผิวเผินก็อาจจะกลัว แต่ขอให้เราฟังด้วยใจที่สงบ เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติ ไม่ใช่ผีมาหลอก ไม่ใช่การถูกตัดสินลงโทษ แต่มันคือการที่ใจของเราสะท้อนสิ่งที่เราสั่งสมมาทั้งชีวิตออกมาให้เห็น ในนาทีที่ใจเปิดที่สุด
ลองคิดง่าย ๆ แบบนี้ ถ้าเราใช้ทั้งชีวิตหมกมุ่นอยู่กับเรื่องไหน ทำอะไรซ้ำ ๆ จนเป็นนิสัย ใจของเราก็จะคุ้นเคยกับเรื่องนั้นมากที่สุด และในนาทีสุดท้าย ใจก็มักจะวิ่งไปหาสิ่งที่มันคุ้นเคยที่สุดโดยอัตโนมัติ เหมือนคนที่เดินกลับบ้านในความมืด เท้าก็จะพาเดินไปตามทางที่เดินจนชินโดยไม่ต้องคิด
นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมสิ่งที่เราทำเป็นประจำในทุกวันนี้ ถึงสำคัญกว่าที่เราคิดมาก เพราะมันกำลังปูทางให้ใจของเราในวันนั้นอยู่ ทุกวันที่เราเลือกจะเมตตาแทนที่จะโกรธ ทุกครั้งที่เราเลือกจะให้อภัยแทนที่จะอาฆาต ทุกครั้งที่เราเลือกจะทำบุญเล็ก ๆ น้อย ๆ เรากำลังสอนใจตัวเองให้คุ้นเคยกับความดี เพื่อว่าในวันที่ใจจะวิ่งไปหาสิ่งที่คุ้นเคยที่สุด มันจะได้วิ่งไปในทางที่สว่าง
ขั้นที่สาม — ใจเสพอารมณ์ครั้งสุดท้าย และเรื่องของกรรมสี่แบบ
เมื่อนิมิตปรากฏขึ้นแล้ว ตามคำอธิบายในอภิธรรมบอกว่า ใจจะเข้าไปรับรู้ เข้าไปเสพอารมณ์กับนิมิตนั้นอยู่ชั่วครู่หนึ่ง นี่คือช่วงที่ใจกำลังทำงานครั้งสุดท้ายก่อนที่ชีวิตนี้จะจบลง
แล้วอะไรเป็นตัวกำหนดว่านิมิตแบบไหนจะปรากฏขึ้น ตรงนี้อภิธรรมอธิบายว่ามันขึ้นอยู่กับกรรม แต่กรรมที่ว่านี้มีการจัดลำดับความสำคัญเอาไว้ เป็นสี่ประเภท เราจะแปลเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายให้ฟัง
ประเภทแรก คือกรรมที่หนักที่สุด ไม่ว่าจะหนักไปทางดีหรือหนักไปทางร้าย กรรมประเภทนี้จะให้ผลก่อนเสมอ เหมือนของที่หนักที่สุดในถุง มันจะดึงถุงลงไปในทิศทางนั้นก่อนอย่างอื่น คนที่ทำสมาธิภาวนาจนได้ฌานลึก ๆ หรือในทางกลับกัน คนที่ทำกรรมหนักมาก ๆ กรรมพวกนี้จะมีน้ำหนักมากที่สุด
ประเภทที่สอง และนี่คือประเภทที่ใกล้ตัวเราที่สุด คือสิ่งที่เราทำเป็นนิสัย ทำซ้ำ ๆ จนเคยชิน สิ่งที่เราทำทุกวันจนเป็นเนื้อเป็นตัวของเรา อันนี้แหละที่สำคัญกับคนธรรมดาอย่างเราที่สุด เพราะส่วนใหญ่เราไม่ได้ทำกรรมหนักสุดขั้วอะไร ชีวิตเราคือการทำสิ่งเล็ก ๆ ซ้ำ ๆ ทุกวัน และสิ่งที่ทำซ้ำ ๆ นี่แหละ ที่จะกลายเป็นแรงนำใจของเราในวันสุดท้าย
ประเภทที่สาม คือกรรมที่เพิ่งทำก่อนตายไม่นาน สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงท้าย ๆ ของชีวิต
และประเภทที่สี่ คือกรรมสำรอง ที่จะมาให้ผลก็ต่อเมื่อสามอย่างแรกไม่มี
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับเรา เพราะมันบอกความจริงข้อหนึ่งที่ปลอบใจเราได้มาก และในขณะเดียวกันก็เตือนใจเราได้ดี
ความจริงข้อนั้นคือ นิสัยที่เราทำเป็นประจำ มีน้ำหนักมากกว่าที่เราคิด มากกว่าเหตุการณ์เดี่ยว ๆ ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องกังวลว่าเราจะต้องไปทำอะไรยิ่งใหญ่ในนาทีสุดท้าย สิ่งที่สำคัญกว่าคือ วันนี้ พรุ่งนี้ และทุก ๆ วันหลังจากนี้ เราจะสร้างนิสัยแบบไหนให้ใจของเรา
เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีที่สมบูรณ์แบบ เราแค่ต้องค่อย ๆ สร้างนิสัยที่ดีทีละนิด สวดมนต์สั้น ๆ ก่อนนอน แผ่เมตตาให้คนที่เราโกรธสักครั้งในวันนี้ หยุดตัวเองก่อนจะพูดคำที่ทำร้ายคนอื่น สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ ถ้าทำซ้ำ ๆ ทุกวัน มันจะกลายเป็นร่องน้ำที่ลึกในใจ และเมื่อถึงวันนั้น ใจของเราก็จะไหลไปตามร่องน้ำที่เราขุดไว้เองนี่แหละ
ขั้นที่สี่ — จิตดวงสุดท้าย และความเข้าใจผิดที่ต้องแก้
หลังจากใจได้เสพอารมณ์กับนิมิตครั้งสุดท้ายแล้ว ตามคำอธิบายในอภิธรรมบอกว่า จะมีจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นเป็นดวงสุดท้ายของชีวิตนี้ เขาเรียกว่า "จุติจิต" คำว่าจุติ แปลว่าการเคลื่อนไป การจากไป จิตดวงนี้คือสัญญาณว่าชีวิตในร่างนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว
ตรงนี้แหละ มีความเข้าใจผิดข้อหนึ่งที่ต้องแก้ให้ชัด เพราะมันสำคัญมาก และมันเป็นต้นตอของความกลัวหลายอย่าง
หลายคนเข้าใจว่า จิตดวงสุดท้าย หรือนาทีสุดท้ายเพียงนาทีเดียว เป็นตัวตัดสินชะตากรรมทั้งหมดของเรา เข้าใจว่าถ้าเราเผลอคิดร้ายในวินาทีที่จะตายพอดี เราก็จะไปแย่ทันที ทั้งที่ทำดีมาทั้งชีวิต ความเข้าใจแบบนี้ทำให้คนกลัวมาก กลัวว่าจะพลาดในวินาทีสุดท้าย
แต่ตามคำอธิบายในอภิธรรม ไม่ได้เป็นแบบนั้น จิตดวงสุดท้าย หรือจุติจิตนั้น ตัวมันเองเป็นเพียงสัญญาณจบชีวิตเท่านั้น ไม่ใช่ตัวกำหนดว่าเราจะไปไหนต่อ สิ่งที่กำหนดจริง ๆ คือกระบวนการทั้งชุดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ซึ่งถูกหล่อหลอมมาจากสิ่งที่เราสั่งสมมาตลอดทั้งชีวิต บวกกับช่วงก่อนตายเล็กน้อย ไม่ใช่แค่วินาทีเดียวโดด ๆ
พูดง่าย ๆ ก็คือ ชีวิตทั้งชีวิตของเรานี่แหละ ที่เป็นตัวเขียนบทสรุปให้เรา ไม่ใช่ฉากสุดท้ายฉากเดียว เหมือนแม่น้ำที่ไหลมาทั้งสาย มันจะไหลลงทะเลตรงไหน มันถูกกำหนดโดยเส้นทางทั้งสายที่ไหลมา ไม่ใช่แค่โค้งสุดท้ายก่อนถึงปากแม่น้ำ
ความเข้าใจข้อนี้ปลดล็อกความกลัวได้เยอะมาก เพราะมันแปลว่า เราไม่ต้องไปพนันชีวิตทั้งหมดไว้กับนาทีเดียวที่เราคุมไม่ได้ สิ่งที่เราคุมได้จริง ๆ คือทุกวันที่เราใช้ชีวิตอยู่ตอนนี้ ทุกวันคือการเติมน้ำมันลงในไห ทุกวันคือการขุดร่องน้ำในใจ เมื่อเราดูแลกระแสทั้งสายให้ดี ปลายทางมันก็จะดูแลตัวมันเอง
และหลังจากจุติจิตดับลง ตามคำอธิบายในอภิธรรมบอกว่าจะมีจิตอีกดวงหนึ่งเกิดขึ้นสืบต่อ เรียกว่า "ปฏิสนธิจิต" คือจิตที่ไปเชื่อมต่อกับภพใหม่ กระแสมันไม่ได้ขาดหายไปเฉย ๆ แต่มันสืบต่อกันไปเหมือนเปลวเทียนที่จุดต่อจากเทียนเล่มเก่าไปเล่มใหม่ เปลวไฟไม่ใช่เปลวเดิม แต่ก็ไม่ได้ขาดจากกัน มันสืบเนื่องกันไปตามเหตุตามปัจจัยที่เราสร้างไว้
บทบาทของคนที่อยู่ข้าง ๆ — ช่วยได้จริง แต่ต้องช่วยให้ถูก
พอเราเข้าใจกระบวนการนี้แล้ว มันเปิดมุมมองใหม่ให้กับเราในฐานะคนที่อาจต้องดูแลพ่อแม่ ดูแลคนที่เรารักในวาระสุดท้ายด้วย
ตามที่มีอธิบายไว้ในตำราอภิธรรม การที่ญาติมิตรสวดมนต์ พูดสิ่งดี ๆ ให้ผู้ป่วยฟังข้างเตียง มันมีความหมาย เพราะมันช่วยกระตุ้นให้ใจของผู้ที่กำลังจะจากไป น้อมไปในทางที่เป็นกุศล ช่วยให้ใจดวงนั้นได้ระลึกถึงสิ่งดี ๆ ในช่วงเวลาสำคัญ เหมือนเราช่วยจับมือคนที่กำลังจะข้ามสะพาน ให้เขาเดินไปในทางที่มั่นคง
แต่ตรงนี้ต้องเข้าใจให้ถูกด้วย นี่ไม่ใช่คำสั่งจากพระพุทธเจ้าโดยตรงว่าต้องสวดข้างเตียงคนตาย แต่เป็นสิ่งที่ตำราอธิบายว่าเป็นการช่วยประคองใจ ที่มีเหตุผลรองรับ
และมีอีกด้านหนึ่งที่เราต้องระวังมาก ๆ ด้วยความรัก บางครั้งเราก็ทำสิ่งที่กลับเป็นการทำร้ายความพร้อมทางใจของคนที่เรารักโดยไม่ตั้งใจ
หลายครอบครัวพอเห็นพ่อแม่ใกล้จะไป ด้วยความรัก ด้วยความไม่อยากให้ท่านจากไป ก็พยายามยื้อ พยายามดึงใจของท่านให้กลับมายึดติดกับชีวิต ร้องไห้ฟูมฟายข้างเตียง พูดว่าอย่าทิ้งหนูไปนะ พูดถึงเรื่องห่วงกังวลต่าง ๆ ทำให้ใจของท่านที่กำลังจะสงบ ต้องกลับมาห่วง กลับมากังวล กลับมายึด
เจตนาเราดี แต่ผลที่เกิดขึ้นอาจจะสวนทางกับสิ่งที่ท่านต้องการที่สุดในตอนนั้น คือความสงบใจ
เพราะฉะนั้น ถ้าถึงวันที่เราต้องอยู่ข้างเตียงคนที่เรารักในวาระสุดท้าย ความรักที่แท้จริงที่สุดที่เราให้ได้ อาจไม่ใช่การยื้อท่านไว้ แต่คือการช่วยให้ท่านไปอย่างเบาใจ บอกท่านว่าไม่ต้องห่วงนะ ทุกอย่างเรียบร้อยดี พวกเราดูแลกันเองได้ ท่านทำดีมามากแล้ว ขอให้ใจสงบ ๆ การปล่อยด้วยความรัก บางทีก็ยากกว่าการยื้อด้วยความรักมากนัก แต่มันคือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดที่เราให้กันได้ในตอนนั้น
ความสงบไม่ได้วัดจากภายนอก — เรื่องของครูอาจารย์ท่านหนึ่ง
มีคนเข้าใจผิดอีกอย่างว่า คนที่จะตายอย่างสงบได้ ต้องเป็นคนที่ดูสงบเสงี่ยม เรียบร้อย พูดจานุ่มนวลมาตลอด แต่ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป
หลวงพ่อชาเคยเล่าถึงครูอาจารย์ท่านหนึ่ง ชื่อว่าอาจารย์ทองรัตน์ ท่านผู้นี้ ภายนอกดูเป็นคนแปลก ดูดุ ดูแข็งกร้าว จนคนที่ไม่รู้จักอาจจะมองว่าท่านเป็นคนที่ใจร้อน ไม่น่าจะสงบ แต่หลวงพ่อชาบอกว่า ข้างในของท่านนั้นว่างเปล่า ไม่มีตัวตนที่จะไปยึดถือ และที่สำคัญที่สุด ท่านมีสติแจ่มชัดอยู่กับตัวไปจนถึงวินาทีสุดท้ายที่ท่านจากไป
เรื่องนี้สอนเราว่า ความสงบตอนตายไม่ได้วัดกันที่บุคลิกภายนอก ไม่ได้วัดกันที่ว่าเราพูดจาไพเราะแค่ไหน หรือดูเรียบร้อยแค่ไหน แต่มันวัดกันที่ข้างในใจ วัดกันที่ว่าเราฝึกใจให้มีสติ ให้ไม่ยึดติด มามากแค่ไหน
นี่เป็นข่าวดีสำหรับพวกเราหลายคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนดีพร้อม ยังมีอารมณ์ ยังมีข้อบกพร่อง เพราะสิ่งที่สำคัญไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่คนอื่นเห็น แต่คือการฝึกใจข้างในที่เราทำอย่างเงียบ ๆ ทุกวัน ไม่มีใครเห็นก็ไม่เป็นไร เพราะใจของเรารู้ และในวันสุดท้าย ใจของเรานี่แหละที่จะเป็นคนพาเราไป
วิธีปล่อยวางในวาระสุดท้าย — ปล่อยให้ผ่านไปตามธรรมชาติ
แล้วเราจะฝึกใจให้พร้อมสำหรับวันนั้นได้ยังไง
หลวงพ่อชาเคยสอนหญิงชราคนหนึ่งที่กำลังจะจากไป ท่านให้คำสอนที่เรียบง่ายแต่ลึกมาก ท่านเปรียบความคิดและความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในใจ ว่าเหมือนงูเห่า
ท่านบอกว่า ถ้ามีงูเห่าเลื้อยเข้ามาในบ้าน สิ่งที่ฉลาดที่สุดที่เราทำได้ คือไม่เข้าไปยุ่งกับมัน ไม่เข้าไปจับ ไม่เข้าไปตี แค่ปล่อยให้มันเลื้อยของมันไปตามทางของมัน เดี๋ยวมันก็ไปเอง งูเห่ามีพิษก็จริง แต่ถ้าเราไม่เข้าไปยุ่งกับมัน มันก็ทำอะไรเราไม่ได้
ความคิดและความรู้สึกในใจเราก็เหมือนกัน ในช่วงสุดท้ายของชีวิต จะมีความกลัว ความห่วง ความเสียดาย ผุดขึ้นมามากมาย เหมือนงูที่เลื้อยเข้ามา ถ้าเราเข้าไปยุ่งกับมัน เข้าไปคว้า เข้าไปต่อสู้ เราก็จะทุกข์ แต่ถ้าเราแค่รู้ว่ามันมา แล้วปล่อยให้มันผ่านไปตามทางของมัน โดยไม่เข้าไปจับ ไม่เข้าไปยึด ใจของเราก็จะสงบอยู่ได้ ท่ามกลางความคิดที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
นี่คือทักษะที่เราฝึกได้ตั้งแต่ตอนนี้ ในชีวิตประจำวันธรรมดา ๆ นี่แหละ เวลามีความโกรธผุดขึ้นมา เราลองแค่รู้ว่าโกรธ แล้วปล่อยให้มันผ่านไป โดยไม่ต้องทำตามมัน เวลามีความกังวลเรื่องลูก เรื่องเงิน เรื่องสุขภาพ ผุดขึ้นมาตอนกลางคืน เราลองแค่รู้ว่ากังวล แล้วปล่อยให้มันผ่านไป เหมือนงูที่เลื้อยผ่านบ้านแล้วก็ไปของมัน ทุกครั้งที่เราฝึกปล่อยแบบนี้ในเรื่องเล็ก ๆ เรากำลังฝึกใจไว้สำหรับการปล่อยครั้งใหญ่ที่สุดในวันสุดท้าย
หลวงพ่อชายังสอนอีกว่า จริง ๆ แล้วการเกิดและการดับ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวตอนที่เราเกิดและตาย แต่มันเกิดขึ้นทุกขณะ ในทุกลมหายใจ ความคิดหนึ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ความคิดใหม่ก็เกิดขึ้นมาอีก เกิดดับ เกิดดับ อยู่ตลอดเวลา ถ้าเราหัดเห็นการเกิดดับเล็ก ๆ นี้ได้ในทุกวัน พอถึงการเกิดดับครั้งใหญ่ คือความตาย ใจของเราก็จะไม่ตื่นตระหนก เพราะมันเคยเห็นธรรมชาติของการเกิดดับนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
สร้างที่พึ่งให้ใจ — เริ่มจากลมหายใจ
เมื่อเราเข้าใจทั้งหมดนี้แล้ว คำถามสุดท้ายก็คือ แล้วเราจะเริ่มต้นสร้างที่พึ่งให้ใจได้ยังไง อย่างเป็นรูปธรรม
คำตอบนั้นเรียบง่ายมาก จนหลายคนมองข้าม นั่นคือ เริ่มจากลมหายใจ
ท่านพ่อลีสอนให้เราฝึกอยู่กับลมหายใจ หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ ไม่ต้องบังคับให้มันยาวหรือสั้น แค่รู้ตามที่มันเป็น การอยู่กับลมหายใจนี่แหละ คือการสร้างลานจอดให้ใจ คือการสร้างศูนย์กลางภายในที่เราจะกลับมาพึ่งได้ทุกเมื่อ
ทำไมต้องเป็นลมหายใจ เพราะลมหายใจอยู่กับเราตลอดเวลา ตั้งแต่วินาทีแรกที่เราเกิด จนถึงวินาทีสุดท้ายที่เราจะไป และในวันสุดท้ายนั้น เมื่อทุกอย่างถูกพรากไปจากเรา ทรัพย์สินก็เอาไปไม่ได้ คนที่รักก็ตามไปด้วยไม่ได้ แม้แต่ร่างกายก็กำลังจะทิ้งเราไป สิ่งเดียวที่ยังอยู่กับเราจนถึงลมสุดท้าย ก็คือลมหายใจนี่เอง คนที่ฝึกอยู่กับลมหายใจมาจนคุ้นเคย พอถึงวันนั้น ก็จะมีเพื่อนที่คุ้นเคยอยู่เคียงข้าง มีที่ให้ใจได้เกาะ ไม่ต้องเผชิญพายุใหญ่นั้นเพียงลำพัง
บางคนอาจถามว่า ต้องนั่งสมาธิเป็นชั่วโมง ๆ ไหม ต้องเข้าวัดไหม ไม่จำเป็นเลย เราเริ่มได้จากตรงที่เราอยู่ ก่อนนอนคืนนี้ ก่อนที่จะหลับ ลองอยู่กับลมหายใจสักครู่ หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ วันละเล็กวันละน้อย ทำทุกวัน นี่แหละคือการขุดร่องน้ำในใจ นี่แหละคือการเติมน้ำมันในไห นี่แหละคือการสร้างนิสัยที่จะพาเราไปในทางที่สว่างในวันสุดท้าย
ตระหนัก แต่ไม่หดหู่ — สองความรู้สึกที่ควรมีต่อความตาย
ก่อนจะจบ อยากทิ้งท้ายด้วยความรู้สึกสองอย่าง ที่ควรจะเกิดขึ้นในใจเราหลังจากได้พิจารณาเรื่องความตายอย่างสงบ ๆ วันนี้
อย่างแรก คือความรู้สึกตระหนัก รู้สึกว่าเวลามีจำกัดจริง ๆ นะ ฉันไม่ควรปล่อยวันเวลาให้ผ่านไปกับเรื่องไร้สาระ ไม่ควรเก็บความโกรธ ความอาฆาต ไว้จนวันสุดท้าย ความรู้สึกตระหนักนี้เป็นของดี มันเหมือนเสียงปลุกที่ทำให้เราตื่นขึ้นจากการหลับใหลในชีวิตประจำวัน
แต่ความตระหนักนี้ ต้องมาคู่กับความรู้สึกอย่างที่สอง คือความผ่องใส ความมั่นใจ ไม่ใช่ความหดหู่ ไม่ใช่ความสิ้นหวัง เพราะเรารู้แล้วว่า ทางออกมันมีอยู่จริง เรารู้แล้วว่าเราทำอะไรได้บ้าง เราสร้างที่พึ่งให้ใจได้ เราเติมน้ำมันในไหได้ เราขุดร่องน้ำในใจได้ ตั้งแต่วันนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ต้องกลัว
สองความรู้สึกนี้ต้องมาด้วยกัน ถ้ามีแต่ความตระหนักโดยไม่มีความมั่นใจ เราจะจมอยู่กับความกลัว แต่ถ้ามีแต่ความมั่นใจโดยไม่มีความตระหนัก เราก็จะประมาท ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเปล่า ๆ พอมีทั้งสองอย่างพร้อมกัน เราจะได้ใจที่ตื่นตัวแต่สงบ เร่งรีบที่จะทำดีแต่ไม่วุ่นวาย นี่แหละคือท่าทีที่ถูกต้องต่อความตาย
สรุปและนำไปใช้ — เริ่มจากวันนี้
เรามาถึงตรงนี้ด้วยกันแล้ว ลองสรุปสั้น ๆ ว่าเราได้อะไรกลับไปบ้าง
เรื่องความตายไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราหลบมันมาตลอด เพราะความน่ากลัวส่วนใหญ่ มาจากการที่เราไม่เคยมองมันตรง ๆ พอเรามองมันด้วยใจที่สงบ เราจะเห็นว่ามันเป็นเพียงกระบวนการธรรมชาติอย่างหนึ่ง เป็นการเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่การถูกลงโทษ ไม่ใช่เรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติ
เราได้เข้าใจว่า สิ่งที่กำหนดว่าเราจะไปในทางไหน ไม่ใช่นาทีสุดท้ายเพียงนาทีเดียว แต่คือชีวิตทั้งชีวิตที่เราสั่งสมมา โดยเฉพาะนิสัยที่เราทำซ้ำ ๆ ทุกวัน เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องพนันชีวิตทั้งหมดไว้กับวินาทีที่เราคุมไม่ได้ สิ่งที่เราคุมได้คือวันนี้
และวันนี้ เราทำอะไรได้บ้าง สามอย่างง่าย ๆ
อย่างแรก อยู่กับลมหายใจวันละนิด ก่อนนอน หรือตอนไหนก็ได้ที่ใจว่าง เพื่อสร้างลานจอด สร้างที่พึ่งให้ใจ
อย่างที่สอง สร้างนิสัยที่ดีทีละเล็กละน้อย ทำบุญเล็ก ๆ แผ่เมตตา ให้อภัยคนที่เราโกรธ เพราะนิสัยที่ทำซ้ำ ๆ นี่แหละ ที่จะเป็นแรงนำใจของเราในวันสุดท้าย
อย่างที่สาม ฝึกปล่อยวางในเรื่องเล็ก ๆ ทุกวัน เวลาความโกรธความกังวลผุดขึ้นมา แค่รู้ว่ามันมา แล้วปล่อยให้มันผ่านไป เหมือนงูที่เลื้อยผ่านบ้าน เพื่อว่าในวันที่ต้องปล่อยครั้งใหญ่ที่สุด ใจของเราจะทำได้อย่างคุ้นเคย
เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีที่สมบูรณ์แบบ ไม่จำเป็นต้องทำอะไรยิ่งใหญ่ ขอแค่เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ วันนี้ แล้วทำมันไปเรื่อย ๆ ทุกวัน
เพราะในวันที่ไหใบนี้จะแตกลง เราจะได้รู้ว่า น้ำมันที่เราเติมไว้ตลอดชีวิต มันจะลอยขึ้นเอง อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่ว่าคลื่นในวันนั้นจะแรงแค่ไหน
ขอให้ทุกคนที่ฟังอยู่ ค่อย ๆ เติมน้ำมันในไหของตัวเองตั้งแต่วันนี้ แล้ววันข้างหน้า ไม่ว่าจะมาถึงเมื่อไร เราก็จะพร้อมเผชิญมันด้วยใจที่สงบ ด้วยใจที่มีบ้าน มีที่พึ่ง และไม่ต้องกลัวอีกต่อไป