ฟังธรรมะธรรมะเบาใจ ก่อนหลับ ก่อนตื่น

เตรียมตัวก่อนตาย 7 สิ่งที่ควรทำก่อนวันสุดท้ายมาถึง | ธรรมะก่อนตาย

สิ่งที่แน่นอนที่สุดในชีวิต กลับเป็นสิ่งที่เราเตรียมตัวรับมือน้อยที่สุด คลิปนี้ชวนคุยเรื่องความตายด้วยใจที่สงบ ไม่หนีความจริง แล้วเราจะพบว่าการเตรียมตัวก่อนตาย ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเลย เรารวบรวม 7 สิ่งที่ควรทำก่อนวันสุดท้ายมาถึง เป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่การฝึกระลึกถึงความตายในแบบที่พร

0

เปิดเรื่อง — สิ่งเดียวที่แน่นอนที่สุดในชีวิต

เคยไหม ที่อยู่ๆ ก็มีข่าวคนรู้จักจากไป บางคนอายุน้อยกว่าเราด้วยซ้ำ เมื่อวานยังทักทายกันอยู่เลย วันนี้ก็ไม่มีแล้ว

หรือบางที เราเองนั่งเฝ้าพ่อเฝ้าแม่ที่ป่วยอยู่ข้างเตียง มองใบหน้าของท่านที่เคยแข็งแรง วันนี้ท่านต้องพึ่งเราทุกอย่าง แล้วในใจก็แอบคิดขึ้นมาเงียบๆ ว่า สักวันหนึ่ง เราก็จะต้องเดินมาถึงจุดนี้เหมือนกัน

พอความคิดเรื่องความตายมันโผล่เข้ามาแบบนี้ คนส่วนใหญ่จะทำอย่างเดียว คือรีบปัดมันทิ้ง รีบเปลี่ยนเรื่อง เพราะมันน่ากลัว มันชวนใจหาย เราจึงเลือกที่จะไม่คิดถึงมันเลยจะดีกว่า เก็บมันไว้ในลิ้นชักที่ล็อกกุญแจ แล้วบอกตัวเองว่า เดี๋ยวค่อยว่ากัน อีกนานกว่าจะถึงคิวเรา

แต่ลองคิดดูดีๆ นะ ทุกอย่างในชีวิตเราไม่แน่นอนไปหมด งานอาจได้อาจเสีย เงินอาจมาอาจไป สุขภาพวันนี้ดี พรุ่งนี้อาจไม่ดี ความรักวันนี้หวาน พรุ่งนี้อาจขม ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยสักอย่าง

แต่มีอยู่สิ่งหนึ่ง สิ่งเดียวเท่านั้น ที่แน่นอนที่สุดในชีวิตของคนทุกคน ไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะรวยจะจน จะมีอำนาจแค่ไหน จะเป็นคนดีคนเลว สุดท้ายก็ต้องเจอเหมือนกันหมด นั่นก็คือ ความตาย

สิ่งที่แน่นอนที่สุด กลับเป็นสิ่งที่เราเตรียมตัวรับมือน้อยที่สุด นี่แหละที่แปลก

วันนี้เราจะมาคุยกันแบบไม่หนีความจริง แต่คุยกันด้วยใจที่สงบ ว่าถ้าเรารู้อยู่แล้วว่าปลายทางเป็นแบบนี้แน่ๆ แล้วเราควรจะเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ตั้งแต่วันนี้ วันที่เรายังหายใจอยู่ ยังแข็งแรงพอที่จะทำอะไรได้ ไม่ใช่รอไปเตรียมเอาตอนที่นอนอยู่บนเตียง หมดแรงจะขยับ

เพราะการเตรียมตัวก่อนตาย ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเลย ตรงกันข้าม มันคือของขวัญที่ดีที่สุด ที่เราจะให้กับตัวเองได้ คนที่เตรียมใจไว้ดี ไม่ใช่คนที่กลัวความตายมากกว่าคนอื่น แต่กลับเป็นคนที่ใช้ชีวิตทุกวันนี้ได้เบาสบายกว่าคนอื่น เพราะไม่มีอะไรค้างคาใจ

ก่อนจะเริ่ม — ทำไมถึงเป็น "เจ็ด" สิ่ง และอะไรคือคำสอนตรง อะไรคือข้อคิดที่นำมาปรับใช้

ก่อนที่เราจะไล่ไปทีละข้อ ขอทำความเข้าใจตรงกันก่อนสองเรื่อง เพื่อความซื่อตรงต่อคำสอน

เรื่องแรก คำว่า "เจ็ดสิ่ง" ที่เราจะพูดกันวันนี้ ไม่ใช่ตัวเลขที่มีระบุตายตัวอยู่ในพระไตรปิฎกว่าต้องทำเจ็ดข้อนี้เท่านั้น แต่เป็นการที่เราจัดกลุ่มเนื้อหาให้เข้าใจง่าย จำง่าย เอาคำสอนเรื่องการเตรียมใจก่อนตายที่กระจายอยู่ มาร้อยเรียงให้เป็นขั้นเป็นตอน เพื่อให้เราเห็นภาพว่าจะเริ่มตรงไหนก่อนหลัง

เรื่องที่สอง สำคัญมาก ในเจ็ดข้อนี้ บางข้อเป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตรงๆ ในพระสูตร ชัดเจน ไม่ต้องตีความ แต่บางข้อ เป็นเรื่องที่ครูบาอาจารย์ท่านนำหลักธรรมมาขยาย มาปรับใช้กับชีวิตจริงของเรา ซึ่งก็มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ แต่ไม่ใช่พุทธพจน์ที่ยกมาคำต่อคำ

ตลอดคลิปนี้ เราจะบอกให้ชัดทุกครั้ง ว่าตรงไหนคือคำสอนตรงจากพระสูตร และตรงไหนคือข้อคิดที่นำมาปรับใช้ เพราะการเคารพความจริง ก็เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่งเหมือนกัน เราจะไม่พูดให้อะไรที่เป็นความเห็น ฟังดูเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยเด็ดขาด

เอาล่ะ พร้อมแล้ว เรามาเริ่มกันที่ข้อแรก ซึ่งเป็นรากฐานของทุกข้อ

สิ่งที่หนึ่ง — ฝึกระลึกถึงความตายทุกลมหายใจ (พระสูตรตรง)

ข้อแรกนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้เองตรงๆ ในพระสูตรที่ชื่อว่า มรณสติสูตร ท่านสอนเรื่องการเจริญมรณสติ คือการระลึกถึงความตาย

แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่ามันคือการนั่งคิดหดหู่ นั่งกลัวตายทั้งวัน ไม่ใช่เลย มรณสติที่พระพุทธเจ้าสอน มันคมกว่านั้นมาก

ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าถามภิกษุทั้งหลายว่า พวกเธอเจริญมรณสติกันอย่างไร ภิกษุรูปหนึ่งตอบว่า ผมคิดว่าถ้าผมมีชีวิตอยู่ได้อีกสักวันหนึ่ง ผมก็จะได้ปฏิบัติตามคำสอนอีกมาก อีกรูปตอบว่า ถ้าผมอยู่ได้อีกสักมื้อหนึ่ง อีกรูปว่า ถ้าอยู่ได้อีกสักครู่หนึ่ง

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ที่คิดกันมานั้น ยังชื่อว่าประมาทอยู่ ยังเจริญมรณสติแบบเนิบๆ อยู่

แล้วท่านก็ชี้ว่า ภิกษุที่เจริญมรณสติอย่างแท้จริง อย่างไม่ประมาท จะคิดแบบนี้ คือคิดว่า ขอเพียงเรามีชีวิตอยู่ได้แค่ชั่วเวลาที่หายใจเข้าแล้วหายใจออกครั้งเดียว หรือหายใจออกแล้วหายใจเข้าครั้งเดียวเท่านั้น เราก็จะตั้งใจปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เต็มที่ในช่วงลมหายใจนั้น

ฟังดูสุดโต่งไหม ที่ให้คิดว่าเราอาจอยู่ได้แค่ลมหายใจเดียว แต่นี่แหละคือระดับความไม่ประมาทสูงสุดที่พระพุทธเจ้าทรงยกให้เป็นมาตรฐาน

ทำไมต้องคิดเผื่อขนาดนั้น ลองพิจารณาดูดีๆ ลมหายใจเข้าที่เรากำลังสูดอยู่ตอนนี้ เรามั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม ว่าจะมีลมหายใจออกตามมา คนที่หลับไปแล้วไม่ตื่นก็มี คนที่ก้มลงผูกเชือกรองเท้าแล้วไม่ลุกขึ้นมาอีกก็มี ความตายมันไม่ได้ส่งจดหมายมาบอกล่วงหน้าว่าจะมาวันไหน

พอเราฝึกคิดแบบนี้บ่อยๆ อะไรจะเกิดขึ้นกับใจเรา สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความไม่ประมาท เป็นการตื่นตัว

ลองเปรียบเทียบง่ายๆ นะ คนที่ขับรถโดยรู้ว่าถนนข้างหน้ามีทางโค้งอันตราย เขาจะขับด้วยความระมัดระวัง มีสติ กับคนที่ขับไปเรื่อยเปื่อยคิดว่าถนนโล่งตลอด สองคนนี้ปลอดภัยไม่เท่ากันเลย มรณสติก็เหมือนป้ายเตือนทางโค้ง มันไม่ได้ทำให้เราหยุดขับ แต่ทำให้เราขับอย่างมีสติ

คนที่ระลึกถึงความตายอยู่เสมอ จะไม่ค่อยทะเลาะกับใครเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จะไม่ค่อยผูกโกรธใครไว้นาน จะไม่ค่อยผัดวันประกันพรุ่งกับความดีที่ตั้งใจจะทำ เพราะในใจรู้อยู่ว่า เราอาจไม่มีพรุ่งนี้ก็ได้

สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้ ง่ายมาก คือทุกเช้าที่ตื่นมา ลองนึกสักครู่หนึ่งว่า วันนี้ อาจเป็นวันสุดท้ายของเราก็ได้ ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายจริงๆ เราอยากใช้มันไปกับอะไร อยากพูดอะไรกับคนที่เรารัก อยากทำอะไรค้างคาให้เสร็จ แค่คิดสั้นๆ แบบนี้ทุกเช้า มันจะค่อยๆ เปลี่ยนวิธีที่เราใช้ทั้งวันไปเลย

สิ่งที่สอง — สำรวจใจตัวเองทุกเช้าและทุกเย็น (พระสูตรตรง)

ข้อที่สอง ก็เป็นคำสอนตรงจากพระพุทธเจ้าในพระสูตรเดียวกันนี้ และเป็นข้อที่ปฏิบัติได้จริงเป็นกิจวัตรมากที่สุด

พระพุทธเจ้าสอนให้เราหมั่นทบทวนจิตของตัวเอง วันละสองครั้ง คือในตอนเช้า และในตอนเย็น

ตอนเช้า ให้ทบทวนว่า ถ้าเราจะต้องตายในวันนี้ ในระหว่างวันนี้ ตอนนี้ใจของเรายังมีความไม่ดี มีกิเลสอะไรค้างอยู่บ้างไหม ที่ถ้าตายไปพร้อมกับมัน มันจะเป็นอุปสรรค จะฉุดเราลงต่ำ

พอถึงตอนเย็น ก็ทบทวนอีกครั้งว่า ถ้าเราจะต้องตายในคืนนี้ ตลอดวันที่ผ่านมา ใจของเรายังมีอะไรค้างคาที่เป็นความไม่ดีอยู่ไหม

นี่คือการตรวจใจตัวเอง เหมือนที่เราตรวจสุขภาพร่างกายประจำปีนั่นแหละ แต่อันนี้ตรวจใจ และตรวจถี่กว่ามาก ตรวจวันละสองครั้งเลย

ลองนึกภาพนะ ความไม่ดีที่ค้างในใจ ที่พระพุทธเจ้าให้ตรวจ มันคืออะไร ก็คือความโลภที่ยังเผาใจอยู่ ความโกรธความพยาบาทที่ยังผูกใครไว้ ความหลง ความอิจฉา ความน้อยใจที่ยังคุกรุ่น

ทำไมต้องตรวจก่อนตาย เพราะครูบาอาจารย์ท่านอธิบายเสริมไว้ว่า ใจที่เราใช้อยู่เป็นประจำทุกวัน มันจะกลายเป็นใจที่ติดตัวเราไปในวาระสุดท้าย ถ้าทุกวันเราอยู่กับความโกรธ ความแค้น ความกังวล พอถึงวันสุดท้าย ใจดวงนั้นก็มีแนวโน้มจะเป็นใจที่ขุ่นมัว แต่ถ้าทุกวันเราหมั่นทำใจให้ผ่องใส พอถึงวันนั้น ใจก็มีแนวโน้มจะสงบตามที่ฝึกไว้

เปรียบเหมือนน้ำในโอ่ง ถ้าเราคนมันขุ่นอยู่ทุกวัน วันที่เราจะตักไปใช้ มันก็ขุ่น แต่ถ้าเราปล่อยให้มันนิ่ง หมั่นดูแลให้มันใส วันที่จะตักไปใช้ มันก็ใส การตรวจใจเช้าเย็นก็คือการดูแลไม่ให้ใจเราขุ่นค้างข้ามวัน

สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้ คือหาเวลาสักสองสามนาที ตอนเช้าก่อนเริ่มงาน กับตอนกลางคืนก่อนนอน ถามใจตัวเองซื่อๆ ว่า ตอนนี้มีอะไรค้างในใจไหม โกรธใครอยู่หรือเปล่า กังวลเรื่องอะไรอยู่ เสียใจกับใครอยู่ แค่รู้ทันมัน แค่มองเห็นมันตามจริง ก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญมากแล้ว

สิ่งที่สาม — ถ้าพบความไม่ดีในใจ ให้รีบละอย่างเร่งด่วน (พระสูตรตรง)

พอเราตรวจใจแล้ว ถ้าเจอว่ามันสะอาดดี ไม่มีอะไรค้าง ก็ดีไป แต่ถ้าตรวจแล้วเจอว่ามีความไม่ดีค้างอยู่ล่ะ พระพุทธเจ้าสอนให้ทำอย่างไรต่อ

ตรงนี้คือคำสอนตรงที่ทรงพลังมาก และเป็นคำเปรียบที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เองในพระสูตร ท่านตรัสว่า ถ้าตรวจแล้วพบว่ายังมีความไม่ดีค้างอยู่ในใจ ให้รีบเพียรพยายามละมันเสีย ด้วยความเร่งด่วน เหมือนคนที่ไฟกำลังไหม้อยู่บนศีรษะ หรือไฟกำลังไหม้เสื้อผ้าที่พันอยู่บนหัว

ลองนึกภาพตามนะ ถ้าจู่ๆ ผ้าโพกหัวของเราติดไฟขึ้นมา เราจะทำยังไง เราจะบอกตัวเองไหมว่า เดี๋ยวก่อน ขอทำงานให้เสร็จก่อน เดี๋ยวค่อยดับไฟ ไม่มีทาง เราจะทิ้งทุกอย่างในมือ แล้วรีบดับไฟบนหัวทันที ด้วยความเร่งด่วนที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

พระพุทธเจ้าใช้ภาพนี้ เพื่อบอกว่า ความไม่ดีที่ค้างในใจเรา ถ้ามันจะตามเราไปในวันตาย มันอันตรายพอๆ กับไฟไหม้หัวนั่นแหละ อย่าปล่อยไว้ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง อย่าคิดว่าค่อยละทีหลัง

ความโกรธที่เราเก็บไว้ในใจ เราชอบคิดว่าเดี๋ยวมันก็หายไปเอง คนที่เราแค้น เดี๋ยวค่อยไปคืนดีกัน ยังไม่ต้องรีบ แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าเรื่องแบบนี้ต้องรีบ เพราะเราไม่รู้ว่าเรามีเวลาอีกเท่าไหร่

ทีนี้ ต้องเข้าใจให้ถูกนะ คำว่ารีบละอย่างเร่งด่วน ไม่ได้แปลว่าให้เราเครียด ให้เราตำหนิตัวเองว่าทำไมยังมีกิเลสอยู่อีก ไม่ใช่แบบนั้น ความเร่งด่วนในที่นี้ คือความเอาจริงเอาจัง คือการไม่เพิกเฉย ไม่ใช่การทุบตีตัวเอง คนดับไฟบนหัวเขาไม่ได้ดับด้วยความโกรธตัวเอง เขาดับด้วยความตั้งใจจริงที่จะเอามันออกไป

สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้ พอเราตรวจใจแล้วเจอความโกรธ ความแค้น หรือความกังวลก้อนไหนที่มันเกาะแน่น ให้ถือว่าอันนั้นแหละคือไฟบนหัวของเรา อย่าปล่อยให้มันข้ามคืน หาวิธีคลายมันในวันนั้นเลย จะด้วยการให้อภัย ด้วยการปล่อยวาง หรือด้วยการมองมันตามความจริง อะไรก็ตามที่ทำให้ไฟก้อนนั้นดับลงได้ ทำเลย อย่ารอ

สิ่งที่สี่ — สะสางเรื่องค้างคาใจ และให้อภัยในสิ่งที่ให้ได้ (ข้อคิดที่นำมาปรับใช้)

มาถึงข้อที่สี่ ข้อนี้ต้องบอกกันตรงๆ ก่อน ว่าเป็นข้อที่ไม่มีพระสูตรในกลุ่มมรณสติสอนไว้ตรงๆ ว่าก่อนตายให้ไปขอโทษคนนั้นคนนี้ หรือให้จัดฉากคืนดีกับครอบครัว เพราะฉะนั้น ข้อนี้คือการนำหลักธรรมมาปรับใช้ ไม่ใช่พุทธพจน์ตรง ขอให้ฟังด้วยความเข้าใจตรงนี้

แต่ที่เรานำมาพูด เพราะมันเชื่อมโยงกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนในข้อก่อนหน้าโดยตรง คือเรื่องการตรวจใจไม่ให้มีความพยาบาทค้างอยู่

ครูบาอาจารย์และท่านผู้รู้ที่อธิบายเรื่องจิตในวาระสุดท้ายไว้ ท่านชี้ว่า จิตของคนที่กำลังจะละโลก ถ้าขาดสติ มันเสี่ยงที่จะเกิดสามอย่างนี้ขึ้นมา คือความเศร้าเสียใจกับสิ่งที่ทำไว้ ความรู้สึกผิดที่ค้างคา และความผูกใจเจ็บ ความแค้นที่ยังไม่ได้คลาย

สามอย่างนี้ เป็นสภาพจิตที่ไม่ดี ที่เราไม่อยากให้มันเป็นสิ่งสุดท้ายที่ครองใจเรา เพราะฉะนั้น การที่เราค่อยๆ สะสางเรื่องค้างคาใจ ตั้งแต่ตอนที่ยังแข็งแรง จึงเป็นการเตรียมพื้นที่ให้ใจเราโล่งไว้ล่วงหน้า

ลองนึกภาพบ้านที่เต็มไปด้วยของค้างคา ของที่ยังไม่ได้จัดการ กองสุมอยู่เต็มไปหมด อยู่ในบ้านแบบนั้นมันอึดอัด แต่ถ้าเราค่อยๆ เก็บ ค่อยๆ สะสาง วันแล้ววันเล่า บ้านมันก็โล่งขึ้น เดินได้สบายขึ้น ใจของเราก็เหมือนกัน เรื่องค้างคาใจก็เหมือนของที่กองสุมอยู่ ยิ่งสะสางได้เท่าไหร่ ใจก็ยิ่งโล่งเท่านั้น

ทีนี้ เรื่องการให้อภัย ต้องพูดกันด้วยความเข้าใจ การให้อภัยที่เรากำลังพูดถึง มันคือการปลดของหนักออกจากใจเรา ไม่ใช่การบอกว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูก และที่สำคัญ มันไม่ได้แปลว่าเราต้องเดินไปหาทุกคนที่เคยมีเรื่องกัน แล้วบังคับตัวเองให้คืนดีให้ได้ บางความสัมพันธ์ การให้อภัยอาจทำในใจเราคนเดียวก็พอ โดยที่ไม่ต้องไปเจอหน้ากันก็ได้

เพราะการแบกความแค้นไว้ มันเหมือนเราถือก้อนถ่านที่ร้อนๆ ไว้ในมือ ตั้งใจจะขว้างใส่คนที่เราโกรธ แต่คนที่มือพองก่อน คนที่เจ็บก่อน คือตัวเราเอง การวางก้อนถ่านนั้นลง จึงเป็นการรักษามือของเราเอง ไม่ได้ทำเพื่อคนที่เราโกรธเลย

ตรงนี้ขอย้ำอีกครั้ง เรื่องการให้อภัยและการสะสางความสัมพันธ์ ไม่มีสูตรตายตัวว่าทุกคนต้องทำเหมือนกัน แต่ละคน แต่ละความสัมพันธ์ มันมีเงื่อนไขของมันเอง สิ่งที่เราชวนคิด คือให้ลองสำรวจดูว่า มีเรื่องไหนในใจที่ถ้าเราปล่อยมันลงได้ ใจเราจะเบาขึ้น แล้วค่อยๆ ทำในวิธีที่เหมาะกับเรา ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องรีบทั้งหมดในวันเดียว

สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้ ลองนึกดูว่า ถ้าคืนนี้เป็นคืนสุดท้าย มีใครไหมที่เราอยากบอกว่าขอบคุณ แต่ยังไม่เคยบอก มีใครไหมที่เราอยากบอกว่าขอโทษ มีเรื่องไหนไหมที่เราแบกความแค้นไว้จนเหนื่อย ลองเลือกมาสักเรื่องหนึ่ง เรื่องที่ทำได้ก่อน แล้วค่อยๆ คลายมันลง คำว่าขอบคุณ คำว่าขอโทษ บางทีมันสั้นนิดเดียว แต่มันปลดล็อกใจได้ทั้งดวง

สิ่งที่ห้า — บ่มเพาะความดีห้าอย่างไว้เป็นเสบียง โดยเฉพาะการให้ (พระสูตรตรง)

ข้อที่ห้านี้ กลับมาที่คำสอนตรงจากพระสูตรอีกครั้ง และเป็นข้อที่มองระยะยาว เป็นการสร้างพื้นฐานที่มั่นคงให้ใจ

มีพระสูตรหนึ่ง เล่าถึงเจ้าชายมหานามะ ท่านมาทูลถามพระพุทธเจ้าด้วยความกังวลใจ ว่าท่านใช้ชีวิตอยู่กลางเมืองที่วุ่นวาย ผู้คนพลุกพล่าน ท่านกลัวว่าถ้าเกิดท่านต้องตายลงในความวุ่นวายนั้น สติที่ระลึกถึงพระรัตนตรัยจะเลือนหายไป แล้วท่านจะไปเกิดในที่ไม่ดี

พระพุทธเจ้าปลอบท่านว่า อย่ากลัวไปเลย มหานามะ แล้วท่านก็ทรงยกหลักธรรมขึ้นมา ว่าคนที่บ่มเพาะคุณธรรมมาดีตลอดชีวิต จิตที่ฝึกมาดีนั้น เมื่อถึงคราวตาย มันจะลอยขึ้นสู่ที่สูงเอง

คุณธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงในพระสูตรนี้ มีอยู่ห้าอย่าง คือ หนึ่ง ศรัทธา ความเชื่อมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง สอง ศีล ความประพฤติที่ไม่เบียดเบียนใคร สาม สุตะ การได้ยินได้ฟังธรรม ได้เรียนรู้ สี่ จาคะ การให้ การสละ การแบ่งปัน และห้า ปัญญา ความรู้เท่าทันความจริงของชีวิต

ในบรรดาห้าข้อนี้ อยากให้สังเกตข้อที่สี่เป็นพิเศษ คือ จาคะ การให้ ตรงนี้พระพุทธเจ้าทรงยกการให้ขึ้นมาเป็นหนึ่งในห้าคุณธรรมหลักโดยตรง ไม่ใช่การตีความเพิ่มเติมเลย

พระพุทธเจ้าทรงเปรียบไว้ในพระสูตรนี้ ด้วยภาพที่เห็นชัดมาก ท่านว่า เหมือนหม้อเนยใส ที่ถูกทุบให้แตกลงในน้ำ ตัวหม้อที่หนักก็จมลง แต่เนยใสที่เบา ย่อมลอยขึ้นสู่ผิวน้ำเป็นธรรมดา จิตของคนที่สั่งสมความดีมานาน ก็เหมือนเนยใสนั้น ต่อให้ร่างกายแตกดับลง สิ่งที่ดีที่เราสั่งสมไว้ก็จะลอยขึ้นเอง ตามธรรมชาติของมัน

นี่แหละคือเสบียง เราสะสมทรัพย์สินไว้มากมายในชีวิต แต่เมื่อถึงวันนั้น ทรัพย์สินเหล่านั้นเอาติดตัวไปไม่ได้เลยสักบาท สิ่งเดียวที่ตามเราไปได้ คือความดีที่เราสั่งสมไว้ในใจนี่แหละ

ทำไมต้องเป็นการให้เป็นพิเศษ ท่านผู้รู้ท่านอธิบายกลไกไว้น่าสนใจมาก ว่าคนที่ให้ทานเป็นประจำจนเป็นนิสัย พอถึงตอนที่จิตใกล้จะดับ ภาพที่ผุดขึ้นในใจ อาจเป็นภาพของการได้ให้ ได้แบ่งปัน ได้ทำบุญ ซึ่งเป็นภาพที่ทำให้ใจผ่องใส เบิกบาน แล้วใจที่ผ่องใสในวาระสุดท้ายนั้นแหละ ที่มีค่ามหาศาล

และมีคำในพระธรรมบทเสริมไว้ ว่าคนที่ทำบุญไว้ ย่อมบันเทิงใจในโลกทั้งสอง คือทั้งตอนที่ยังอยู่ ก็ยินดีเมื่อระลึกว่าเราได้ทำความดีไว้แล้ว และในวาระที่จะจากไป ก็ยังยินดีในความดีนั้นอีก

สังเกตนะว่า สิ่งสำคัญคือการให้เป็นประจำสม่ำเสมอ ไม่ใช่รอไปทำครั้งเดียวใหญ่ๆ ตอนใกล้ตาย เพราะสิ่งที่จะติดเป็นนิสัยของใจ มันมาจากการทำซ้ำๆ ทุกวัน ไม่ได้มาจากการทำครั้งเดียว

สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้ การให้ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินก้อนใหญ่เสมอไป ให้รอยยิ้มกับคนที่เจอ ให้ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ กับคนรอบตัว แบ่งอาหารให้คนที่หิว ให้อภัยเป็นทานอย่างหนึ่ง ให้เวลากับพ่อแม่ที่แก่แล้ว การให้ที่ทำได้ทุกวัน สั่งสมไปเรื่อยๆ นี่แหละ คือเสบียงที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจเราทีละนิด

สิ่งที่หก — ระลึกถึงพระรัตนตรัยและภาวนาให้เป็นกิจวัตร (พระสูตรตรง ผสมข้อคิดปรับใช้)

ข้อที่หก เชื่อมต่อจากข้อที่แล้วโดยตรง เรื่องของเจ้าชายมหานามะที่กลัวว่าสติจะเลือนหายตอนวุ่นวาย นี่แหละคือประเด็นของข้อนี้ ทำอย่างไรใจเราถึงจะมีที่ยึดเหนี่ยวที่มั่นคง แม้ในวันที่ทุกอย่างสับสน

พระพุทธเจ้าทรงชี้ในพระสูตรนั้นว่า จิตที่อบรมมาดี จะลอยขึ้นเองไม่ว่าตอนตายจะโกลาหลแค่ไหน ส่วนวิธีปฏิบัติที่ทำได้จริงเป็นกิจวัตร ตรงนี้ครูบาอาจารย์ท่านได้วางแนวทางไว้ให้ ซึ่งเป็นการนำหลักมาปรับใช้

ครูบาอาจารย์สายปฏิบัติท่านสอนไว้ ว่าก่อนที่จะทำสมาธิภาวนาทุกครั้ง ให้เริ่มด้วยการระลึกถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งเสียก่อน คือระลึกว่า พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของเรา พระธรรมเป็นที่พึ่งของเรา พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของเรา ให้ใจมีที่เกาะที่ยึดก่อน แล้วค่อยเข้าสู่ความสงบ

และวิธีที่ง่ายที่สุด ที่ทำได้ทุกลมหายใจ ก็คือการบริกรรมคำว่า พุทโธ ควบคู่ไปกับลมหายใจ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ให้ใจเกาะอยู่กับลมหายใจและคำบริกรรม

ทำไมต้องฝึกให้เป็นกิจวัตรตั้งแต่ตอนนี้ ลองคิดดูนะ ถ้าเราไม่เคยฝึกเลย รอไปนึกพุทโธเอาตอนที่เจ็บปวดทรมานอยู่บนเตียง ตอนที่ใจกำลังสับสน มันจะนึกออกไหม มันยากมาก

เปรียบเหมือนคนที่จะว่ายน้ำหนีตอนเรือกำลังจะจม ถ้าไม่เคยฝึกว่ายน้ำมาก่อนเลย จะให้มาว่ายเอาตอนนั้น มันแทบเป็นไปไม่ได้ แต่คนที่ฝึกว่ายน้ำจนคล่องมาตลอด พอถึงคราวคับขัน ร่างกายมันจะว่ายของมันเองโดยอัตโนมัติ

การบริกรรมพุทโธก็เหมือนกัน ถ้าเราฝึกจนมันซึมเข้าเป็นเนื้อเป็นตัว เป็นนิสัยของใจ พอถึงวันที่ยากลำบากจริงๆ ใจมันจะกลับมาหาพุทโธเองโดยที่เราไม่ต้องพยายามมาก เพราะมันคุ้นเคยแล้ว มันเป็นบ้านของใจไปแล้ว

พระรัตนตรัยและลมหายใจ จึงเป็นเหมือนเสาหลักที่มั่นคง ที่เราปักไว้ในใจ ยิ่งเราผูกใจไว้กับเสานี้บ่อยเท่าไหร่ วันที่ลมพายุพัดแรง ใจเราก็ยิ่งไม่ปลิวหายไปไหน

สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอไปนั่งสมาธิเป็นชั่วโมงก็ได้ในตอนแรก แค่ในระหว่างวัน ตอนรอรถ ตอนล้างจาน ตอนก่อนหลับ ลองกลับมาอยู่กับลมหายใจ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ สักครู่หนึ่ง ทำบ่อยๆ วันละหลายๆ ครั้ง สั้นๆ ก็ได้ ให้พุทโธมันคุ้นเคยกับใจเรา จนกลายเป็นเพื่อนที่อยู่กับเราตลอด

สิ่งที่เจ็ด — ปล่อยวางความยึดในทรัพย์สิน และอย่าเอามันมาเป็นข้ออ้าง (ข้อคิดที่นำมาปรับใช้)

มาถึงข้อสุดท้าย ข้อที่เจ็ด ข้อนี้ต้องบอกก่อนเช่นกัน ว่าในพระสูตรกลุ่มมรณสติ ไม่มีคำสอนเรื่องขั้นตอนการทำพินัยกรรม หรือวิธีจัดการทรัพย์สินแบบเป็นกฎเกณฑ์ เพราะนั่นไม่ใช่เรื่องที่พระธรรมจะสอนโดยตรงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นข้อนี้เป็นข้อคิดที่นำหลักธรรมมาปรับใช้ ไม่ใช่พุทธพจน์ตรง

แต่ครูบาอาจารย์ท่านมีคำเตือนที่ตรงประเด็นและคมมาก เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินกับความตาย

ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งเล่าไว้ว่า มีพ่อค้ามาหาท่านบ่อยๆ แล้วชอบพูดว่า เมื่อไหร่ที่ผมใช้หนี้หมด จัดการทรัพย์สินให้เข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว ผมจะมาปฏิบัติธรรม ท่านบอกว่า เรื่องแบบนี้มันไม่มีวันจบสิ้นหรอก จัดการเรื่องหนึ่งเสร็จ ก็มีอีกเรื่องหนึ่งเข้ามา นั่นแหละคือวิธีที่ความเป็นโลกีย์มันหลอกล่อเรา ให้ผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ จนหมดเวลา

ฟังแล้วสะดุดใจไหม เราหลายคนก็เป็นแบบนั้น เราบอกตัวเองว่า เดี๋ยวก่อน ตอนนี้ยังไม่ว่าง ขอจัดการเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้เสร็จก่อน แล้วค่อยหันมาดูแลใจ แต่เรื่องทางโลกมันไม่มีวันเสร็จ ถ้าเรารอให้ทุกอย่างเรียบร้อยหมดก่อน เราอาจไม่มีโอกาสได้เริ่มเลยก็ได้

และมีคำในพระธรรมบท ที่ท่านผู้รู้นำมาเตือนไว้ ว่าเมื่อความตายมาถึง ไม่มีบุตรที่จะคุ้มครองได้ ไม่มีบิดา ไม่มีแม้แต่หมู่ญาติ ที่จะช่วยเราได้ ในวินาทีที่เราต้องข้ามไปคนเดียว ทรัพย์สินก็ช่วยไม่ได้ คนที่เรารักก็ตามไปด้วยไม่ได้ สิ่งเดียวที่ตามเราไป คือกรรมดีกรรมชั่วที่เราทำไว้เท่านั้น

ครูบาอาจารย์อีกท่านหนึ่งเปรียบไว้ว่า การที่เราหอบหิ้วความยึดในทรัพย์สินไว้แน่น มันเหมือนคนที่พกเพชรพลอยมีค่าติดตัวเดินผ่านเข้าไปในที่อันตราย แทนที่มันจะช่วยเรา ความมั่งคั่งนั้นเองอาจนำอันตรายมาสู่เราก็ได้ ความยึดในทรัพย์ ถ้ายึดมากเกินไป มันกลายเป็นของหนักที่ถ่วงใจ ไม่ใช่ของที่ช่วยพยุงใจ

ทีนี้ ต้องเข้าใจให้ถูกอีกครั้ง การปล่อยวางในทรัพย์สิน ไม่ได้แปลว่าให้เราทิ้งความรับผิดชอบ ไม่ได้แปลว่าให้เราเลิกทำมาหากิน หรือไม่ต้องดูแลครอบครัว การจัดการเรื่องทรัพย์สินให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้เป็นภาระตกทอดไปให้ลูกหลานต้องมาทะเลาะกัน นั่นก็เป็นความรับผิดชอบที่ดี ที่ควรทำ

แต่สิ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านเตือน คือเรื่องของใจ คืออย่ายึดมันไว้แน่นจนมันครองใจเรา และอย่าเอามันมาเป็นข้ออ้างในการเลื่อนการดูแลใจตัวเองออกไปเรื่อยๆ

สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้ ลองถามตัวเองซื่อๆ ว่า มีอะไรที่เรายึดไว้แน่นเกินไปไหม จนมันกลายเป็นความกังวลที่กัดกินใจเราทุกวัน และลองถามต่อว่า เราเอาอะไรมาเป็นข้ออ้าง ในการเลื่อนการดูแลใจของตัวเองบ้าง ถ้ามี ก็ลองเริ่มดูแลใจตั้งแต่วันนี้เลย ไม่ต้องรอให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อน เพราะมันไม่มีวันเรียบร้อยครบร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก

ข้อคิดพิเศษสำหรับคนที่กำลังดูแลพ่อแม่สูงวัย

ก่อนจะสรุป มีเรื่องหนึ่งที่อยากฝากไว้เป็นพิเศษ สำหรับหลายคนที่กำลังดูแลพ่อแม่ที่แก่ชรา หรือกำลังเฝ้าดูสุขภาพของท่านที่ค่อยๆ ถดถอยลง หรือแม้แต่คนที่เริ่มกังวลกับสุขภาพของตัวเอง

มีเรื่องเล่าจากท่านผู้รู้ ที่อธิบายเรื่องจิตในวาระสุดท้ายไว้ ท่านเล่าถึงคฤหบดีชราคนหนึ่ง ที่ป่วยเรื้อรัง ร่างกายอ่อนแอ ท่านมาทูลพระพุทธเจ้าว่า ข้าพระองค์แก่แล้ว เจ็บป่วยอยู่เสมอ

พระพุทธเจ้าทรงให้ข้อคิดไว้ว่า ให้ตั้งใจไว้อย่างนี้ ว่าถึงกายของเราจะป่วย แต่ใจของเราจะไม่ป่วยตามไปด้วย

กายป่วยได้ แต่ใจไม่ต้องป่วยตาม ประโยคนี้ลึกซึ้งมาก ต้องระบุตรงนี้ว่า คำนี้เป็นคำที่ท่านผู้รู้เล่าและถอดความไว้ ไม่ใช่พุทธพจน์ที่ยกมาคำต่อคำจากพระไตรปิฎกโดยตรง แต่แก่นของมันงดงามและใช้ได้จริง

ความเจ็บป่วยของร่างกาย บางทีเราเลือกไม่ได้ ความแก่ชราก็เลือกไม่ได้ แต่ใจของเรา ที่จะทุกข์ไปกับมันมากน้อยแค่ไหน ตรงนี้เราพอจะฝึกได้ พอจะดูแลได้

สำหรับคนที่ดูแลพ่อแม่ป่วย ข้อคิดนี้มีค่าสองต่อ ต่อที่หนึ่ง คือสำหรับตัวเราเอง เราจะได้ไม่จมไปกับความทุกข์จนหมดแรง เราดูแลกายท่านไป แต่รักษาใจเราไว้ให้มั่นคง เพราะถ้าใจคนดูแลพังไปก่อน จะเอาแรงที่ไหนไปดูแลท่านต่อ

ต่อที่สอง คือสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้ การดูแลพ่อแม่ด้วยความอดทน ด้วยความรัก นี่แหละคือการให้ คือจาคะ ที่เรากำลังสั่งสมเป็นเสบียงให้ตัวเองอยู่ทุกวัน โดยที่บางทีเราไม่รู้ตัวเลย ทุกครั้งที่เราป้อนข้าวป้อนน้ำท่านด้วยใจที่อดทน ทุกครั้งที่เราอดกลั้นไม่หงุดหงิดเวลาท่านหลงลืม นั่นคือบุญที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจเรา

และในอีกมุมหนึ่ง การได้อยู่ใกล้ชิดกับความแก่ ความเจ็บ ความค่อยๆ จากไปของคนที่เรารัก มันคือครูที่สอนมรณสติให้เราโดยตรง มันเตือนเราทุกวันว่า ชีวิตไม่เที่ยง และสักวันเราก็จะเป็นเช่นนั้น คนที่เฝ้าดูแลพ่อแม่ในวาระสุดท้ายด้วยสติ มักจะเข้าใจชีวิตลึกซึ้งขึ้นมาก เพราะได้เห็นความจริงของชีวิตกับตา

สรุป — เตรียมตัวตาย คือการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต

ลองย้อนกลับมาดูทั้งเจ็ดสิ่งที่เราคุยกันวันนี้ แล้วสังเกตอะไรบางอย่าง

ห้าข้อในนั้น มาจากคำสอนตรงในพระสูตร คือ ฝึกระลึกถึงความตายทุกลมหายใจ สำรวจใจเช้าเย็น รีบละความไม่ดีที่ค้างในใจ บ่มเพาะคุณธรรมห้าอย่างโดยเฉพาะการให้ และระลึกถึงพระรัตนตรัยให้เป็นกิจวัตร

ส่วนอีกสองข้อ คือการสะสางเรื่องค้างคาใจและให้อภัย กับการปล่อยวางความยึดในทรัพย์สิน สองข้อนี้เป็นการนำหลักธรรมมาปรับใช้กับชีวิตจริงของเรา ไม่ใช่พุทธพจน์ที่ยกมาตรงๆ แต่ก็ตั้งอยู่บนรากฐานของคำสอนเรื่องการละความพยาบาทและความยึดติด

ทีนี้ ลองสังเกตดีๆ นะ ไม่มีข้อไหนเลย ที่บอกให้เราไปทำตอนนอนป่วยอยู่บนเตียง ทุกข้อ เป็นสิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้ วันที่เรายังหายใจอยู่ ยังยิ้มได้ ยังพูดได้ ยังกอดคนที่เรารักได้

และนี่คือความจริงที่งดงามที่สุด ของการเตรียมตัวก่อนตาย มันไม่ได้ทำให้เราหดหู่กับความตายเลย ตรงกันข้าม ทุกสิ่งที่เราเตรียมไว้สำหรับวันสุดท้าย มันคือสิ่งเดียวกันกับสิ่งที่ทำให้เราใช้ชีวิตทุกวันนี้ได้อย่างมีความสุขและสงบมากขึ้น

คนที่ระลึกถึงความตาย จะใช้เวลากับสิ่งที่สำคัญจริงๆ คนที่สะสางเรื่องค้างคาใจ จะนอนหลับสบายขึ้นทุกคืน คนที่หมั่นให้ หมั่นแบ่งปัน จะมีใจที่อิ่มเอิบทุกวัน คนที่มีพุทโธเป็นเพื่อน จะไม่เหงาแม้อยู่คนเดียว คนที่ไม่ยึดทรัพย์สินจนเกินไป จะมีใจที่เบา ไม่ต้องแบกความกังวลไว้ตลอดเวลา

เห็นไหม การเตรียมตัวตาย แท้จริงแล้วก็คือการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตให้เป็นนั่นเอง

ไม่ต้องรีบทำให้ครบทั้งเจ็ดข้อในวันเดียว ไม่ต้องกดดันตัวเอง ลองเลือกมาสักข้อหนึ่ง ข้อที่รู้สึกว่าใกล้ตัวเราที่สุด แล้วเริ่มลงมือทำในวันนี้ พรุ่งนี้ค่อยเพิ่มอีกข้อ ค่อยเป็นค่อยไป เหมือนการปลูกต้นไม้ วันนี้ปลูกกล้าเล็กๆ ดูแลมันไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งมันก็จะเติบโตเป็นร่มเงาที่ให้เราได้พักพิงในวันที่เราต้องการมันที่สุด

และขอทิ้งท้ายไว้ด้วยความปรารถนาดี ว่าขอให้เราทุกคน ได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่นี้ อย่างไม่ประมาท ได้เตรียมใจไว้อย่างพร้อมสรรพ เพื่อว่าเมื่อวันสุดท้ายมาถึงจริงๆ ไม่ว่ามันจะมาเมื่อไหร่ เราจะได้พบมันด้วยใจที่สงบ ใจที่ไม่มีอะไรค้างคา และใจที่พร้อมจะวางทุกอย่างลงได้อย่างเบาสบาย